Suratsawadee's profilemy worldPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
November 24 หากหัวใจคล้ายห้องว่างข้อมูลโดย : นิตยสาร Livingetc ฉบับภาษาไทย, Updated: 10/11/2009
หากหัวใจคล้ายห้องว่างคำว่าชีวิตประกอบขึ้นมาจาก "กาย" กับ "ใจ" เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "กาย" กับ "นาม" องค์ประกอบทั้งสองของชีวิตนี้ "ใจ" มีความสำคัญมากกว่า "กาย" เพราะ "ใจ" เป็นอย่างไร "กาย" จะเป็นอย่างนั้น
เรื่อง ว.วชิรเมธี ความสำคัญของใจที่มีผลเหนือกายนั้นมีตัวอย่างมากมาย อภิปรายกันไม่รู้จบ เช่นวันหนึ่งเมื่อมีนักข่าวสัมภาษณ์ว่า ไทเกอร์ วู้ด มีเคล็ดลับในการตีกอล์ฟอย่างไร จึงตีได้แม่นเหมือนจับวางทุกครั้ง เขาตอบสั้นๆ ว่า ผมจินตนาการเห็นลูกกอล์ฟลอยละลิ่วลงหลุมก่อนที่ผมจะเริ่มตีมันเสียอีก" คำตอบของนักกอล์ฟอัจฉริยะสะท้อนว่าใจของเขานั้นไม่ได้สั่งได้เฉพาะกายคือมือของเขาเท่านั้น แม้แต่ไม้ตีกอล์ฟเอง ก็หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขา เข้าทำนอง กระบี่อยู่ที่ใจ ใจอยู่ในกระบี่ โดยแท้ ครั้งหนึ่งมีการทดลองกันในทางจิตวิทยาว่า ใจสำคัญต่อกายจริงหรือไม่ นักจิตวิทยาร่วมมือกับนายแพทย์ท่านหนึ่ง ไปตรวจร่างกายของนักกีฬายกน้ำหนักถึงโรงยิม เมื่อไปถึง นายแพทย์ก็ตรวจวัดร่างกายของนักกีฬายกน้ำหนักคนหนึ่ง ซึ่งมีร่างกายที่แข็งแรงมาก เขากำลังฝึกยกน้ำหนักอยู่พอดี เมื่อไปถึงนายแพทย์ใช้ปรอทวัดไข้อยู่สักพักหนึ่ง รอไม่กี่นาที ท่านก็รายงานด้วยสีหน้าเป็นกังวลว่า นักกีฬาคนนี้กำลังมีปัญหาใหญ่ เพราะตรวจพบ บางอย่าง ในร่างกาย ขอให้งดการฝึกซ้อม ฃเอาไว้ก่อน พอนายแพทย์พูดจบ นักกีฬาร่างล่ำบึ้กมีสีหน้าเครียดขึ้นมาทันที เขายกน้ำหนักต่อไปไม่ไหว ยกอย่างไรก็ไม่เป็นที่พอใจ อ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปหมด เขาจึงขออนุญาตลากลับไปพักหลายวัน ต่อมานายแพทย์และนักจิตวิทยา จึงขอโทษนักกีฬาคนนั้น พร้อมทั้งบอกความจริงว่า ผลการตรวจสุขภาพไม่เป็นอันตรายอย่างที่เป็นกังวลสักนิด ที่แจ้งผลไป ก่อนหน้านั้น เป็นเพียงการทดลองอย่างหนึ่งเท่านั้น ซึ่งทั้งครูฝึก นักจิตวิทยา และนายแพทย์ร่วมมือกันและรู้กันมาแต่ต้นอยู่แล้ว ทันทีที่ทราบผลว่า ตนไม่เป็นอะไร วันรุ่งขึ้นนักกีฬาคนนั้นก็มาฝึกซ้อมต่อและคราวนี้เขาสดชื่นรื่นเริงอย่างเห็นได้ชัด การทดลองคราวนี้ ก็สะท้อนหลักการที่ว่า ใจเป็นอย่างไร ร่างกายเป็นอย่างนั้น จริงๆ ความจริง ในชีวิตของคนเรานั้น หากสังเกตให้ดีเราจะพบว่า พฤติกรรมต่างๆ ที่แสดงผลออกมาทางกายนั้น ล้วนได้รับอิทธิพลของใจทั้งสิ้น คนที่มีสีหน้าสดชื่น ผ่องใส ใจเย็นโดยธรรมชาติ (ไม่ใช่ใสเพราะฝีมือหมอ) ก็เพราะลึกๆ แล้ว เขาไม่มีความเครียดเจือปนอยู่ในใจ คนที่หงุดหงิดงุ่นง่าน ก็เพราะในใจเขาเต็มไปด้วยความกังวล คนที่มีพฤติกรรมฉ้อฉล คอรัปชั่น ก็เพราะใจเขามี ไถยจิต ซึ่งแปลว่า จิตที่มีธาตุแห่งความเป็น หัวขโมย แฝงอยู่ คนที่สู้ชีวิต ก็เพราะใจเขาเปี่ยมด้วย ปรักกมธาตุ ซึ่งแปลว่า ใจนักสู้ อยู่ข้างใน ส่วนคนที่เต็มไปด้วยความอิจฉาตาร้อน ก็เพราะข้างในของเขา หมักหมมอยู่ด้วยไฟริษยานั่นเอง นอกเป็นอย่างไร ก็สะท้อนว่าใจเป็นอย่างนั้น กาย จึงเป็นเหมือนเงาสะท้อนของใจ ใจ ของเรานั้น ไม่ต่างอะไรกับห้องที่ว่างเปล่า เมื่อเราใส่อะไรเข้าไปในห้องที่ว่างเปล่านั้น สถานภาพของห้องก็จะเปลี่ยนไปทันที เป็นต้นว่า เรามีห้องว่าง
เห็นด้วยกับผู้เขียนหรือไม่ว่า ใจของเรานั้นเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลเหนือกาย เป็นสิ่งที่คอยออกแบบชีวิตของเราให้เป็นไปอย่างไรก็ได้ พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า ใจของเราไม่ต่างอะไรกับห้องที่ว่างเปล่า เราบรรจุอะไรลงไป ชีวิตของเราก็เป็นไปตามสิ่งที่บรรจุนั้น ทุกวันนี้ เราเคยถามตัวเองบ้างไหมว่า เราบรรจุอะไร ลงไปในห้องแห่งหัวใจของเราบ้าง ความรู้ ความงมงาย ความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความโลภ ความดี ความชั่ว ความริษยา ความหน้าด้าน ความสะอาด สว่าง สงบ หรือความตื่นรู้ ชีวิตจะเป็นอย่างไร รุ่งโรจน์หรือร่วงโรย ขึ้นสูงหรือลงต่ำ สำคัญที่เราบรรจุอะไรลงไปในใจของเราเอง ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Livingetc ฉบับภาษาไทย แอ่วเจียงฮาย กับที่นี่หมอชิตให้ตายเถอะ เมื่อกี้ดูรายการที่นี่หมอชิต ดู๋ พาพิธีกรรับเชิญ น้องกบ สุวนันท์ ไปเที่ยวโครงการหลวงที่จังหวัดเชียงราย ปีนี้เข้าปีที่ 21 แล้ว
รวมถึงการรำลึกถึงวันที่ 21 ตุลาคม ที่เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จย่า ผู้ทรงเปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่าดอยตุง
ตามเทรนเข้าหน้าหนาวแล้วต้องไปแอ่วเมืองเหนือ ทำให้คิดถึงวันเวลาเก่า ๆ ที่เคยไปเที่ยว ยิ่งทำให้คิดถึง...
เริ่มเปิดรายการที่วงเวียนหอนาฬิกาของจังหวัดที่น่าจะเป็นผลงานของ อ.เฉลิมชัย ซึ่งดูออกได้ไม่ยาก เพราะเป็นประติมากรรมแนวเดียวกับที่วัดร่องขุ่น
เดินช็อปปิ้งของเหนือที่เชียงรายไนท์บาร์ซา หรือลานกลางเวียง มีชุดและเครื่องแต่งกายชาวเขา เครื่องดนตรีเมืองเหนือ รวมถึงการถ่ายรูปสีซีเปียย้อนวันวาน
แวะทานข้าว แค็ปหมู น้ำพริกหนุ่ม ไส้อั่ว ปลาตัวเล็ก แกล้มด้วยเสียงร้องเพลงสไตล์ชาวเหนือ ได้อารมณ์มาก ๆ
หอแห่งแรงบันดาลใจ อันเป็นจุดเริ่มต้นของเดินทางทริปนี้
หอนิทรรศการนี้แปลงจากแต่เดิมแสดงเฉพาะพระประวัติของสมเด็จย่า เป็นการแสดงพระราชประวัติของทั้งราชสกุล มหิดล
หอแห่งแรงบันดาลใจ เพียงหยดน้ำเพียงหนึ่งเล็ก ๆ จะส่งแรงกระเพื่อมไหวแผ่ขยายกว้างไกลไม่มีที่สิ้นสุด ได้ทั้งความดี ต้นไม้
ชอบสุดน่าจะเป็นภาพเคลื่อนไหวตอนที่พระพี่นาง และในหลวงทั้งสองรัชกาลยังทรงพระเยาว์และเล่นน้ำในสระที่วังสระประทุม
หอแสดงปัญหามากมายเป็นเขาวงกตของประชาชน และสิ่งที่ในหลวงใช้แก้ปัญหาคือ ดินสอ แผนที่ วิทยุสื่อสาร และประชาชน
จนกลายเป็นหลากหลายโครงการในพระราชดำริ
สวนรุกขชาติ ถ่ายรูปดอกไม้สวย ๆ และกาแฟตอยตุง จากดอยตุงคาเฟ่ร์ อันปลูกมาจากป่าเศรษฐกิจ
กาแฟสูตรพิเศษ ผสมแมคคาเดเมียของดอยตุง อันนี้ไม่เคยลอง ถ้าได้มีโอกาสกลับไปอีก ต้องไม่พลาด ตอนนั้นได้ลองแต่สูตรธรรมดา แรง สะใจดี
ชอบความคิดแยบยลที่บอกว่าตรงสวนดอกไม้นั้น แต่เดิมเป็นจุดพักกองคาราวานฝิ่นมาก่อน สมเด็จย่าเลยปลูกต้นไม้ ดอกไม้ ขายกาแฟแทน พอคนมาเยอะ ๆ คนมันกลัวก็เลิกขายฝิ่นกันไปเอง
ลานดอกไม้ดอยตุง ที่มีประติมากรรม "ความต่อเนื่อง" ตั้งเป็นเอกลักษณ์อยู่กลางลาน สื่อถึงการทำอะไรให้ต่อเนื่องเพื่อประสบความสำเร็จอย่างยืนยาว ต่อด้วยพระตำหนักดอยตุง ที่สร้างด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เหตุที่สมเด็จย่ามาตั้งพระตำหนักที่นี่น่าจะเป็นเพราะว่าท่านชอบต้นไม้ และดอกไม้ โดยเฉพาะท่านเคยไปใช้ชีวิตที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ที่มีอากาศเย็น ๆ สบาย ๆ เพราะมองไปทางไหน ภูเขาที่ไม่เหลือเค้าที่เค้าว่ากันว่าเคยหัวโล้น และเป็นที่ปลูกฝิ่นอยู่เลย มีแต่ต้นไม้ ดอกไม้เต็มเขาไปหมด
พระตำหนักสร้างด้วยปูน แล้วใช้เปลือกไม้ ที่เป็นกิ่งก้านมาแปะเอา มิได้ตัดไม้ทั้งท่อนมาสร้างแต่อย่างใด
ในห้องโถงนั้น หลังคาจะเป็นรูปแผนที่ดวงดาว อันมีจุดเริ่มต้นมาจากการถามการบ้านจากในหลวง สมเด็จย่าเองจึงต้องทำการบ้านเช่นกัน และกลายมาเป็นความสนพระทัยส่วนพระองค์ภายหลังในเรื่องท้องฟ้าและดวงดาว
ห้องพระบรรทมด้านหลังนั้น ช่างดูเรียบง่าย บรรยากาศดี วิวเขา ดอกไม้ น่าอยู่มาก
ร่วมตักบาตรพร้อม ๆ กับชาวบ้านเผ่าต่าง ๆ ไทยใหญ่-เสื้อขาว ผ้าซิ่น ไทยลื้อ ลั้ว-ชุดสีดำ
หมู่บ้านริมเขา ของชาวไทยใหญ่ บ้านสองชั้น มีรถกระบะ มีกิจการของตัวเอง เช่นร้านขายชา ร้านขายของชำ
ชาวบ้านเริ่มต้นด้วยการได้รับการแจกจ่ายที่ดินทำกินคนละสองไร่ ทำไร่ชาบ้าง ปลูกไม้ดอกบ้าง
เริ่มต้นจากการเป็นคนงานปลูกต้นไม้ในโครงการหลวงก่อน แล้วออกมาทำของตัวเอง ส่งขายโครงการต่อไป
โรงปั้นเครื่องเซรามิก ส่งขายทั้งในและต่างประเทศ
โรงทอผ้า ที่จัดแบ่งหน้าที่ทอกี่กระตุกให้คนสาว แบ่งด้ายเข้าหลอดน้อย ๆ ให้คนมีอายุได้ทำกันได้อย่างทั่วถึง
ป่าเศรษฐกิจ ที่จ้างบริษัทเอกชนเข้าปลูก ต้นแมคคาเดเมีย ที่มีอายุได้เป็นร้อยปี และกาแฟ เพื่อทำสูตรดอยตุงออกมาเอง
เป็นการผสมกาแฟกับเม็ดแมคคาเดเมีย
ต้นกาแฟที่เริ่มโทรม เค้าก็จะมีการ "ทำสาว" คือการตัดให้เหลือความสูงของต้นประมาณหนึ่งฟุตเพื่อห้มันแตกออกมาใหม่ อายุของกาแฟนั้นมีหลายสิบปี
การทำแผนที่ภูเขาบริเวณที่ปลูกป่าก็ทำได้เก๋ไก๋ดีทีเดียว เค้าใช้แผ่นพลาสติกมองทะลุเห็นเขาจริง แล้วก็วาดเส้นขอบเขา พร้อมคำอธิบาย ไอเดียบรรเจิดจริง ๆ ง่าย ๆ แต่ได้ประโยชน์จริง ไม่ต้องก้มดูแผนที่ เงยหน้ามองเขาจริง แล้วก็งง ๆ ว่า เอมันลูกไหนกันหว่า อย่างนี้น่าจะเข้าคอนเซ็ปท์ที่ฝรั่งเค้าเรียกว่า Simplicity ได้ ตลาดขายของที่ระลึกของชาวเขา ซึ่งเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนเป็นที่แลกยาเสพติด กับอาวุธปืน กระสุนปืน
ตรงลานจอดรถไกลปืนเที่ยงขนาดไปทดสอบยิงปืนก่อนซื้อกันได้เลย
หอฝิ่น หรือ พิพิธภัณฑ์ฝิ่น ใช้พื้นที่ 250 ไร่ ทางเข้า 137 เมตรเป็นอุโมงค์ทะลุภูเขาไป ประวัติฝิ่นนั้นมีอายุยาวนานกว่า 5,000 ปี
ผ่านห้องสามเหลี่ยมทองคำ เป็นจุดเริ่มต้นของที่มา สู่ทุ่งฝิ่นจำลอง ดอกฝิ่นนั้นเป็นตระกูลเดียวกับดอกป็อปปี้
สงครามฝิ่นนั้นเกิดระหว่างคนอังกฤษ กับคนจีน เมื่อจีนแพ้ ฝิ่นก็เลยแพร่ทะลักเข้าไปมอมเมาในประเทศจีน
สนธิสัญญาบาวร์ริ่งเองที่ทำสมัยรัชกาลที่สี่ นั้นก็คือการที่อังกฤษสามารถเอาฝิ่นเข้ามาขายในประเทศไทยได้อย่างไม่ผิดกฎหมาย
ดอยช้างมูบ หรือดอยช้างหมอบนี้ ตั้งอยู่บนเทือกเขานางนอน เป็นแหล่งปลูกฝิ่นที่ใหญ่ที่สุดในอดีต
ไกด์บนดอยช้างมูบ หรือดอยช้างหมอบนี้ชื่อ ลุงพิชัย ทำหน้าที่ดูแลความสะอาด และต้นไม้
ดอยช้างมูบมีนางเอกเป็นดอกกุหลาบพันปี ลุงพิชัยบอกว่ามีอายุกว่าห้าร้อยปีแล้ว นำเข้ามาปลูกจากพม่า
และมีต้นไม้ข้าง ๆ ทาง ต้นใหญ่ ๆ ที่เค้าจะตัดทิ้งตอนขยายถนนปี 35 แต่สมเด็จย่าเลยให้นำขึ้นมาปลูกที่ยอดดอยช้างมูบนี้ ต้นใหญ่มากกกก ทั้งหมด 15 ต้น
มีมุมที่มองเห็นดอยแม่สะลอง และรอยต่อของประเทศพม่า
สันปันน้ำ จุดที่สูงสุดในจังหวัดเชียงราย สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,509 เมตร
ที่เรียกว่าสันปันน้ำเพราะพอฝนตกลงมา ด้านนึงจะไหลเข้าพม่า อีกด้านนึงเข้าประเทศไทย
อีกด้านมองเห็นแม่น้ำโขง ประเทศลาว และสามเหลี่ยมทองคำ
ลุงพิชัยมาทำหน้าที่ตั้งแต่ปี 35 แต่ก่อนสูบฝิ่น ติดยา เป็นชาวเขาพม่า หักร้างถางพง โยกย้ายถิ่นฐานทำกินไปเรื่อย ๆ
แต่ตอนนี้แกหยุดหมดแล้ว กลับมานิยมปลูกป่าต้นไม้สามอย่าง ได้แก่ต้นสน ต้นซากุระ ต้นพญาเสือโคร่ง
ร่างกาย ต้องไม่ติดยา -> ต้องมีงานทำ -> ต้องมีความรู้
อยู่ในประเทศไทย ผม ลูกหลานผมกินดี อยู่ดีแล้ว ไม่อยากไปไหนแล้ว
หลังจากสมเด็จย่าสวรรคตแล้ว 14 ปี ก็ได้สมเด็จพระพี่นาง และสมเด็จพระเทพฯ มาสานต่องานโครงการหลวงนี้
ตอนนี้แกได้สัญชาติไทยแล้ว และก็ถือบัตรประชาชนชาวไทยแบบสมาร์ทการ์ดซะด้วยยย
แล้วลุงพิชัยแกก็ตบท้ายด้วยเสียงร้องอันมีเอกลักษณ์ของแก
ปิดรายการด้วยวิวพระอาทิตย์ตกที่ดอยช้างมูบ รู้สึกได้ถึงไอเย็นที่มาพร้อมกับพระอาทิตย์ที่ตกลับขอบฟ้าไป...
สมุดบันทึกความประทับใจที่กบบอกว่าจะกลับไปทำตัวเป็นหยดน้ำ และของดู๋ที่บันทึกเป็นรูปต้นไม้ใหญ่ กบ และลุงพิชัย
เพื่อระลึกถึงวันเวลาที่มาทำรายการกับน้องกบ และคำพูดดี ๆ ของลุงพิชัยที่บางประโยคทำให้ขนลุกได้เลยทีเดียว
ปล. คุณเคยไปสวิสเซอร์แลนด์เมืองไทยหรือยัง???? November 23 หนีตามกาลิเลโอถ้าเราผ่านความกลัวที่สุดไปได้ เราก็จะไม่กลัวมันอีกแล้ว
แกบอกถูกวันรึเปล่า แล้วแกบอกเวลาไทย
เพื่อความปลอดภัย เราไม่ควรทำให้ใครรู้ว่าเรากำลังหลงทาง
ลอนดอน!!!! มาแล้วนะ
ถ้าได้ยินคำว่า "โฮมลง"
ปัญญาอ่อน หรือ ไร้จินตนาการ
3565 วัน
บ้านทั้งหลังยังสร้างได้เลย ห้องแค่นี้ทำไมเก็บไม่ได้วะ
ไม่สนใจไฟจราจร ข้ามถนนมองขวา
ตกเองได้อะไร ได้ตก
คนทุกวันนี้สนใจผลลัพธ์ มากกว่าวิธีการ
ผมพาเที่ยววันนึง ไม่ต้องมีแผนที่ อยากไปไหนก็ไป เอาป่ะ
อากาศแบบนี้น่ามีคนให้กอด
ยอมรับผิดแล้วก็เริ่มต้นใหม่
ทำผิดก็ต้องยอมรับผิด มันเป็นกฎของโลก
รู้มั้ยว่าพอรถไฟออก เราอาจจะไม่ได้เจอกันอีก
November 20 2012
เริ่มฉายโฆษณา 18:00 ออกจากโรงคิดว่าน่าจะเป็นเวลาประมาณ 19:30 ออกมามีคำถามสงสัยหลายคำถาม เช่น สุดท้ายคือ "จะทำอะไร หรือ อยู่ที่ไหนถ้ามันอาจจะเกิดขึ้นได้จริง ???? มีบทสัมภาษณ์นึงในไทยรัฐเกี่ยวกับความเห็นเรื่องนี้ ว่า 2012 คุณอยากทำอะไรในวันสิ้นโลก ?!!? ดร.สมิทธ ธรรมสโรช บอกว่า จะไปเนปาล ผมจะไปภูเขาหิมาลัยแต่ผมจะไม่ตาย November 16 อ้อมออกมาคุยวันนี้ได้ดูอ้อมมาออกรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย อาจจะเป็นเพราะกระแสของมิวสิกวีดีโอช่วงนี้ที่กำลังดัง
หลังจากที่ไม่ได้เห็นอ้อมนานมากแล้ว และก็ไม่ได้ติดตามฟังผลงานดีเจของแกเลย
ช่วงนี้ก็ได้กลับมาเห็นหน้าอ้อมผ่านสื่อโทรทัศน์มากขึ้น หลังจากกลับมาร้องเพลงเก่าของไฮดรา
จึงมีหลายรายการไปสัมภาษณ์ เช่น ที่นี่หมอชิต หรือแม้กระทั่งวู้ดดี้เกิดมาคุย
สิ่งที่ชอบที่สุดนอกจากการแสดงออกอย่างถึงตัวตนอันแท้จริงอย่างเป็นธรรมชาติแล้ว
ยังได้ฟังเสียงร้องสด ๆ ของอ้อมที่ต้องการส่งกำลังใจไปให้เพื่อน ๆ ทางบ้าน
หากวันนี้เราล้มลงยังคงลุกขึ้นได้ใหม่ * หากวันใดอ่อนแอท้อแท้อย่าหวั่นไหว ** ขออย่ายอมแพ้ อย่าอ่อนแอแม้จะร้องไห้ ที่สำคัญที่สุดคือ คอนเซปท์การบวชเพื่อเรียนรู้ในช่วงที่ชีวิตไม่ได้มีทุกข์หรือต้องการหนีปัญหา November 09 สังฆทาน ที่พระจะได้ประโยชน์มากที่สุดสังฆทาน ที่พระจะได้ประโยชน์มากที่สุด รายการ ' จุดเปลี่ยน ' เมื่อวันเสาร์ที่ 14 และ 21 มิถุนายน ที่ผ่านมา (ช่อง 9 เวลา 13.00 น.) ออกอากาศเรื่อง '10 อันดับของสังฆทาน ที่ทำแล้วพระท่านจะได้ประโยชน์มากที่สุด' อันเนื่องมาจากมีการสำรวจของในถังสังฆทานสำเร็จรูป (ถังเหลือง) ที่เห็นวางขายกันอยู่ทั่วไป พบว่า กว่า 50 % เป็นของที่ไม่มีคุณภาพ ใช้งานจริงไม่ได้ เช่น ผ้าจีวรสั้นและบางจนแทบจะเป็นผ้าซีทรู ใบชาเหม็นผงซักฟอกที่วางมาข้างๆ (กลายเป็นใบชารสโอโม่) กระดาษชำระหยาบและมีกลิ่นเหม็น แปรงสีฟันแข็งจนพระค่อนประเทศเป็นโรคเหงือกอักเสบ, สบู่ แชมพู ที่ถวายมีกลิ่นหอมแรง และผสมมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ ทำให้พระผิดศีลต้องปลงอาบัติกันทุกวัน (มีศีลข้อหนึ่งห้ามการประทินผิวและใช้เครื่องหอม ไม่แน่ใจว่าศีลข้อที่ 6,7 หรือ 8 นี่แหละค่ะ) เครื่องชงดื่มมักหมดอายุ ถ่านไฟฉายหมดอายุ แบตเยิ้ม ฯลฯ หรือแม้แต่ตัวภาชนะที่ใส่ คือถัง ก็ยังทำจากพลาสติกคุณภาพต่ำ ใส่อะไรได้แป๊บเดียวก็ฉีก แตก พัง เป็นต้นค่ะ รายการจุดเปลี่ยนจึงได้ไปสอบถามพระสงฆ์จำนวนหนึ่ง แล้วจัดอันดับสิ่งของสังฆทาน ตามความจำเป็นในการใช้งาน รวม 10 อันดับ ซึ่งเรียงจากจำเป็นมากสุดไปน้อยที่สุดได้ ดังนี้ ![]() 1. เครื่องเขียน สมุด ปากกา ดินสอ เนื่องจากพระสมัยนี้ต้องเรียนพระปริยัติธรรม และจดกำหนดนัดหมายต่างๆ ช่วยจำ บางรูปท่านเป็นเหรัญญิกดูแลค่าใช้จ่าย ยิ่งต้องใช้มาก แต่ไม่ค่อยมีใครถวายเครื่องเขียนเหล่านี้ พระท่านจึงต้องไปเดินหาซื้อเองเสมอ หากเราถวายไป พระท่านจะได้ใช้อย่างแน่นอนค่ะ อันดับ 1 จึงตกเป็นของ 'เครื่องเขียน' ไปอย่างพลิกความคาดหมาย (หรือว่าคุณทายถูกล่ะ ? เอ้อ) ![]() 2. ใบมีดโกนตราขนนก ( Feather) หรือยี่ห้อ Gillette ยิลเลตต์ เนื่องจากพระต้องโกนผมทุกวันโกน แต่ใบมีดยี่ห้ออื่น พระใช้โกนผมแล้วเลือดสาด !!! ท่านจึงใช้ได้แค่ 2 ยี่ห้อนี้เท่านั้น อนึ่ง ใบมีดตราขนนกจะคมกว่ายินเลส ใช้ในการโกน?รั้งแรก ส่วนยิลเลตต์จะใช้เก็บความเรียบร้อยอีกครั้ง หากท่านใดถวายใบมีด ก็ได้ชื่อว่า ช่วยไม่ให้พระต้องเสียเลือดเนื้อทุกวันโกน ข้าพเจ้าเห็นว่าได้บุญดีกว่าให้ยาอีกนะท่าน ![]() 3. ผ้าไตรจีวร ที่มีความย ? วพอที่จะนุ่งห่มได้ มีความหนาพอเหมาะสม เพราะผ้าที่ติดมากับถังเหลือง มันทั้งสั้น ทั้งเต่อ ทั้งบาง ทำให้พระท่านลำบากใจเวลาสวมใส่ ขาดความมั่นใจ และเสียภาพลักษณ์ที่ดีของสงฆ์ ผู้ใดถวายผ้าไตรจีวร จึงได้อานิสงส์มากนัก นี่ก็ใกล้จะถึงเทศกาลเข้าพรรษาแล้ว เตรียมผ้าอาบน้ำฝนไปถวายพระกันเถอะนะคะ ![]() 4. หนังสือธรรมะ สารคดี นิตยสาร หรือที่ให้ความรู้ด้านอื่นๆ เนื่องจากพระสงฆ์ มีหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา จึงจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ที่แตกฉาน ทั้งทางธรรม และรู้ทันข่าวสารบ้านเมือง เพื่อจะได้สาธิตยกตัวอย่างให้ชาวบ้านเข้าใจได้แจ่มแจ้ง การถวายหนังสือเหล่านี้ จึงถือเป็นต้นทุนแห่งธรรมทาน ให้พระท่านได้นำไปต่อยอด กระจายสู่ผู้คนได้อีกมาก ทั้งยังถือเป็นการลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยง แถมได้ผลตอบแทนสูง น่าลงทุนเป็นอย่างยิ่ง ![]() 5. รองเท้า (ยกเว้นพระนิกายธรรมยุตต์นะจ๊ะ สังเกตให้ดีล่ะว่าวัดที่เราไป พระท่านใส่รองเท้ากันหรือเปล่า) พระท่านต้องเดินบิณฑบาตร, ธุดงค์, ไปเรียนหนังสือ, ไปกิจนิมนต์ตามที่ต่างๆ, บางรูปต้องทำงานที่ใช้แรงงานในวัด เช่น ก่อสร้าง ทำสวน สิ่งที่ต้องรับภาระหนักก็คือ 'รองเท้า' ที่มักจะขาด เสียหาย อยู่บ่อยๆ นั่นเอง รองเท้าจึงถือเป็นอีก item หนึ่งที่มีความสำคัญอย่างสูง ![]() 6. ยาหลักๆ ที่จำเป็น ยาสามัญประจำบ้าน ยาแก้ปวดหัว ปวดท้อง ยาแก้ไอ แก้ไข้ ลดกรดในกระเพาะอาหาร ยาใส่แผลสด แผลเปื่อย แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลพุพอง เป็นหนอง ผิวหนังอักเสบ เป็นหนอง ![]() 7. ผ้าขนหนูสีสุภาพ ไม่ต้องสีเหลืองก็ได้ เพราะผ้าขนหนูที่ติดมากับถังเหลืองมักหยาบ เล็ก และคุณภาพต่ำ จนเอามาใช้ไม่ได้ในชีวิตจริง ![]() 8. ชุดคอมพิวเตอร์ อู้วววว ไฮโซไปนิดนึง แต่ถ้าใครรวบรวมเงินได้เป็นกอบเป็นกำอย่างกฐิน ผ้าป่า ก็น่าพิจารณาถวายคอมพิวเตอร์แด่วัดที่ขาดแคลน .. ถ้าเป็นวัดที่อินเตอร์เน็ตเข้าไม่ถึงจะดีมากๆ ค่ะ ![]() 9. น้ำยาเช็ดพื้น เหอ... งงไปเลย พระท่านจะเอาน้ำยาเช็ดพื้นไปทำอะไร ?? เฉลย ก็เอาไปผสมน้ำ ถูกุฏิ ศาลา อุโบสถ ไงจ๊ะ เพราะนอกจากจะช่วยผ่อนแรงในการทำความสะอาด สลายคราบแล้ว บางยี่ห้อยังช่วยฆ่าเชื้อโรคที่อยู่ในมูลนกพิราบ ฉี่หมา ฉี่แมว ฉี่หนู เห็บ หมัด ของหมาวัดได้อีกด้วย ![]() 10. แชมพู พระท่านไม่มีผมแล้วจะเอาแชมพูไป??ำไมเนี่ย แถมยังฮอตฮิตติดท็อปเท็นของที่มีประโยชน์อีกด้วย แซงหน้าไมโล โอวัลติน ชาเขียว ขิงผง สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ทิชชู่ ฯลฯ ที่เห็นสลอนอยู่ในถังเหลืองซะด้วยซี คืองี้ เมื่อพระท่านไม่มีผมมาปกป้องหนังศีรษะเนี่ย ทั้งความร้อน ฝุ่นละออง เชื้อโรคต่างๆ ก็จะเข้าถึงหนังศีรษะของท่านได้โดยตร? แถมการรักษาสมดุลความชุ่มชื้นของหนังศีรษะก็จะเสียไป เพราะไม่มีผมปกคลุม ทำให้หนังศีรษะของพระ มักจะแห้ง และเกิดโรคผิวหนังอยู่เสมอ เช่น ชันตุ เป็นต้น สิ่งที่จะช่วยบรรเทาได้ก็คือ แชมพูยา ที่มีส่วนผสมปกป้องหนังศีรษะ รักษาสมดุล สังเกตง่ายๆ ที่ฉลากจะมีคำว่า 'Scalp' เป็นสำคัญ ยี่ห้อที่เป็นแบบนี้ก็มักจะเป็นพวก แชมพูขจัดรังแค อย่างคลินิค, แพนทีน, Head & Shoulder, ไนโซรัล เป็นต้น แต่น่าเศร้าใจ ที่ไม่มีใครถวายแชมพู พระท่านจึงจำต้องใช้สบู่แก้ขัด ซึ่งทำให้ยิ่งคันหัว ศีรษะแห้งไปกันใหญ่ ดังนั้นจึงขอท่านโปรดจำไว้ ว่าเราควรซื้อแชมพูไปถวายพระ แต่ก็เลือกสูตรกันนิดนึงนะคะ ให้เป็นสูตรดูแลหนังศีรษะ เพราะถ้าเกิดเราเลือกสูตร 'เพื่อผมนิ่มสลวยดำเงางาม' ไปถวายท่าน... ท่านอาจเข้าใจผิด คิดว่าเราแซวได้ค่ะ การทำสังฆทาน นอกจากจะถวายเป็นสิ่งของแล้ว อีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ การบริจาคเงินให้กับโรงพยาบาลสงฆ์ เพื่อช่วยเหลือพระภิกษุที่อาพาธค่ะ หวังว่าข้อมูลนี้คงจะเป็นประโยชน์ ทั้งกับท่านพุทธศาสนิกชนที่มีจิตกุศลต้องการทำสังฆทาน และกับพระภิกษุสามเณร ผู้รับสั?ฆทาน ที่เป็นเนื้อนาบุญของโลก และเป็นผู้ที่จะสืบทอดพระพุทธศาสนาของเราต่อไปค่ะ ถ้ามีโอกาส ขอความกรุณาส่งต่อ Forward Credit: demainza จาก www.fwdder.com November 06 วันนี้เกี่ยวข้าวเสร็จวันนี้เกี่ยวข้าวเสร็จ และต้องเอาไปตากด้วย ก่อนเอาไปเก็บ
ที่นา 5 ไร่ ใช้รถเกี่ยวแค่ประมาณหนึ่งชั่วโมง เสียตังค์ไป 2,400 บาท
ได้ข้าว 30 กระสอบ หักต้นทุนค่าทำ ได้กำไร 20,000 คิดเป็น 10% ของเงินลงทุนค่าที่ดิน
รวมค่าที่ที่เพิ่มขึ้นอีก ก็คือได้ไม่ต่ำกว่า 15% / ปี แต่คิดไปคิดมา ทำโรงสีคุ้มกว่า ไม่ต้องเสี่ยงไรเลย - -"' November 03 ที่อยู่-ที่ทำกิน
Source: ข่าว MSN http://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=289755&ch=hn ปล. ดีใจที่เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่มีที่ดินสำหรับปลูกข้าวกิน (พูดง่ายๆ ว่าไม่ต้องซื้อข้าวกิน) October 22 VI เบอร์ 1 ของเมืองไทย “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร”
สำหรับเซียนคนนี้ ต้องถือว่าค่อนข้างที่จะฉีกแนวไปจากชื่อคอลัมน์ เพราะเขาได้ประกาศจุดยืนที่ชัดเจนมากว่าจะเป็น “เต่า” ซึ่งถือได้ว่าเป็นคนละสายพันธุ์ คนละสปีชีส์ และคนละไฟลั่มกับ “เสือ” แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ผีมือที่ฝากไว้ได้เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนแล้วของทั้งในและนอกวงการ คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากสำหรับ Value Investor (VI) เบอร์ 1 ของเมืองไทยคนนี้..เชิญพบกับชีวิต แนวคิดการลงทุนและวิธีคิดของ ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ได้ ณ บัดนาว จากวิศวกรสู่โลกการเงิน หลบภัยกลายเป็นวีไอ หนทางสองหมื่นลี้ต้องเริ่มที่ก้าวแรก เทใจให้เต็ม 100 หัวใจหุ้นคุณค่า จากยุ่งกลายเป็นรุ่ง ถือหุ้นแบบวีไอ ต้องติดตามและจินตนาการ ตัดสินใจซื้อหุ้น สภาพคล่องมีผลต่อการตัดสินใจ ไม่ต้องกลัว…ถ้าเป็นหุ้นดี การลงทุนไม่มีอะไร 100% ธุรกิจมันเป็นอะไรที่ Dynamic เล่นหุ้นสัมปทาน..ไม่ใช่ของกล้วยๆ ทองแท้หรือตะกั่ว ไม่ดูอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน ไม่สนบทวิเคราะห์ ลงทุนหุ้นก็ปลอดภัยได้..ถ้าเลือกให้ถูก นอร์มินีชื่อ “เพาพิลาส” แนะนำมือใหม่หัดเทรด หุ้นดีเพราะตัวเอง แต่แย่เพราะการเมือง สำหรับรอบนี้ที่มีการยึดสนามบินก็ต้องถือว่ารุนแรงกว่าที่คิดเอาไว้เยอะ เพราะแต่เดิมที่เรื่องการเมืองจะเป็นของนักการเมืองเล่นกันเอง แต่ตอนหลังดูเหมือนจะลุกลามเข้ามาที่ภาคเศรษฐกิจโดยตรงและลุกลามมาก ซึ่งก็น่ากลัวเพราะมันมากระทบของจริง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการเมืองไม่เคยทำให้ผมขายหุ้น แต่เราก็ต้องระวัง เพราะถ้าบ้านเมืองไร้ระเบียบกฎเกณฑ์ก็จะกระทบแรงและนาน ในเมื่อตอนนี้มันกลับขึ้นมาแล้วขั้นนี้ก็ต้องถือว่าพอรับได้ เศรษฐกิจโลกน่ากลัวกว่าการเมือง มาเร็ว เคลมเร็ว ไปเร็ว ชีวิตประจำวันทำอะไรก็สนุก ดวง..เรื่องจำเป็น ยังไม่สายที่จะตัดสินใจเปลี่ยนสไตล์การลงทุนมาเป็นแบบ Value Investor (VI) แบบ “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำเช่นกัน..เพราะก่อนจะก้าวไปถึงจุดนั้นต้องเรียนรู้ให้รอบด้าน โดยหัวใจสำคัญคือการเลือกหุ้นที่มีหัวใจสำคัญๆ ไม่กี่อย่างที่ต้องดูคือ 1) รายได้ไม่ลด 2) กำไรไม่ลด 3) หนี้ไม่มี 4) ความเสี่ยงที่จะเกิดจากความต้องการสินค้าน้อยลงมีน้อยมาก 5) ราคาต่ำแต่มีเงินปันผลจ่ายสูง และ 6) ต้องมีจุดแข็งทางด้านการตลาด โดยมีมาร์เก็ตแชร์เป็นอันดับ 1 และเป็นผู้นำอย่างโดดเด่น..นักลงทุนจะก้าวไปถึงเป้าหมายหรือไม่คงต้องวัดกันที่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ก็เท่านั้นเอง Investor Station ฉบับวันที่ 5-16 มกราคม 2552 คนรวย VS คนชั้นกลาง : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากรผมได้อ่านหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่ง เขียนโดย Keith Cameron Smith เรื่องความแตกต่างที่โดดเด่น 10 ข้อ ระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลาง และเห็นว่ามันมีความเป็นจริงอยู่พอสมควรจากการสังเกตของผม ดังนั้น จึงขอนำมาเผยแพร่ เพื่อที่ว่าเราจะได้รู้ว่า เราอยู่ในด้านไหนของสังคม และจะต้องทำอย่างไร เพื่อที่ว่าเราจะได้ย้ายจากการมีแนวโน้มที่จะเป็นคนชั้นกลางสู่การเป็นคนรวย ความแตกต่างข้อแรก ก็คือ เศรษฐีคิดยาว แต่คนชั้นกลางคิดสั้น ว่าที่จริงคนที่คิดสั้นที่สุดก็คือ คนจน พวกเขามักจะคิดอะไรแบบวันต่อวันทำนองหาเช้ากินค่ำ คนชั้นกลางนั้นมักจะคิดเป็นเดือนต่อเดือน นั่นคือ คิดถึงวันเงินเดือนออก แต่คนรวยจะต้องคิดยาวเป็นปีๆ หรือเป็นสิบๆปี ในใจของคนจน เขามักคิดแต่เฉพาะเรื่องของความอยู่รอดเป็นหลัก ในขณะที่คนชั้นกลางคิดถึงเรื่องความสุขสบายจากการจับจ่ายใช้สอยสินค้า ส่วนคนรวย เป้าหมายของพวกเขาชัดเจน เขาต้องการความเป็นอิสระทางการเงิน การคิดยาวนั้นมีพลังมหาศาล เพราะมันจะทำให้เขาอดออม และลงทุนระยะยาวซึ่งจะทำให้เงินงอกเงยแบบทบต้นเป็นเวลานาน และนี่คือ สูตรสำคัญที่สุดในการที่จะทำให้คนมั่งคั่ง ข้อสอง คนรวยพูดเกี่ยวกับเรื่องไอเดีย คนชั้นกลางพูดเกี่ยวกับสิ่งของ และคนจนพูดถึงเรื่องของคนอื่น นี่คงไม่ได้หมายถึง ว่าคนรวยไม่พูดเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งของหรือคนอื่น แต่หมายถึงว่า คนรวยจะพูดถึงเรื่องของคนอื่นน้อยกว่าคนจน และมักจะเป็นคนที่มีแนวความคิดดีๆ หรือมีมุมมองต่างๆ มากกว่าคนชั้นกลางและคนจน เบื้องหลังของนิสัยในเรื่องนี้คงอยู่ที่ว่า คนรวยนั้นมักจะมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าคนจนซึ่งมักจะชอบ “ซุบซิบนินทา” เป็นนิจสิน ในขณะที่คนชั้นกลางอาจจะเน้นการทำงานประจำ ชอบพูดถึงเรื่องรถยนต์ ดนตรี การพักผ่อนหย่อนใจ เป็นต้น ข้อสาม คนรวยยอมรับการเปลี่ยนแปลง คนชั้นกลางต่อต้านการเปลี่ยนแปลง คนชั้นกลางรู้สึกว่า การเปลี่ยนแปลงจะคุกคามชีวิตความเป็นอยู่ที่ตนเองเคยชิน ในขณะที่คนรวย คิดว่าการเปลี่ยนแปลงอาจนำมาซึ่งชีวิตที่ดีกว่า เขาคิดว่าในการเปลี่ยนแปลงมักมีโอกาสที่เขาอาจจะฉกฉวยได้ เบื้องหลังนิสัยนี้ อาจจะมาจากการที่คนรวย มีความมั่นใจสูงกว่าคนชั้นกลาง ที่มักจะกลัวว่าตนเองจะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งใหม่ๆ ได้ ข้อสี่ คนรวยกล้ารับความเสี่ยงที่ได้มีการพิจารณาและไตร่ตรองดีแล้ว คนชั้นกลางกลัวที่จะรับความเสี่ยง นี่เป็นนิสัยที่เป็นจุดอ่อนมากที่สุดของคนชั้นกลางในความเห็นของผม คนที่ไม่ยอมรับความเสี่ยงเลย จะพลาดที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีโดยสิ้นเชิง ขณะคนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่างที่ได้มีการศึกษามาเป็นอย่างดี จะสร้างผลตอบแทนที่ดีได้โดยที่ความเสี่ยงจริงๆ จะมีน้อยมาก ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือ คนชั้นกลางส่วนใหญ่ มักจะกลัวการลงทุนในหุ้น หรือตราสารการเงินที่มีความผันผวนของราคา โดยที่เขาไม่พยายามศึกษาว่าในระยะยาวแล้ว มันอาจจะมีความคุ้มค่ากว่าการฝากเงินในธนาคารมาก ในอีกมุมหนึ่ง คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่าง “บ้าบิ่น” เช่นคนที่เล่นหุ้นวันต่อวันเองก็ไม่ใช่นิสัยของคนรวย คนรวยต้องรับความเสี่ยงเฉพาะที่มีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ข้อห้า คนรวยเรียนรู้และเติบโตตลอดชีวิต คนชั้นกลางคิดว่าการเรียนรู้จบที่โรงเรียน นิสัยการเรียนรู้ไปเรื่อยๆ นี้ ผมคิดว่าเป็นหัวใจเศรษฐีจริงๆ เพราะในความรู้สึกของผม การเรียนรู้จากโรงเรียนเป็นเพียงพื้นฐาน ที่เรานำมาศึกษาต่อด้วยตนเองได้ และเวลาหลังจากการเรียนในโรงเรียนยาวมากเป็นหลายสิบปี ดังนั้นความรู้ส่วนใหญ่จึงควรที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่เราเรียนจบจากโรงเรียน โดยนัยของข้อนี้ คนรวยจึงน่าจะมีนิสัยรักการอ่านหรือการหาความรู้ต่อไปเรื่อยๆ ในขณะที่คนชั้นกลาง พอเรียนจบก็มักจะไม่สนใจอ่านหนังสือหรือหาความรู้ใหม่ๆ ความรู้ที่ผมคิดว่าคนชั้นกลางพลาดไป เพราะไม่มีการสอนในโรงเรียน ก็คือ ความรู้ทางด้านการเงินที่คนรวย มักจะศึกษาต่อเพราะเห็นถึงความสำคัญและอาจนำไปสู่ความร่ำรวยได้ ข้อหก คนรวยทำงานเพื่อหากำไร คนชั้นกลางทำงานเพื่อจะได้ค่าจ้าง คนรวยมองว่านี่คือ หนทางที่จะทำให้รวยได้มากกว่า แม้จะมีความเสี่ยง ในขณะที่คนชั้นกลาง มักจะไม่กล้าเสี่ยง และอาจจะมีความคิดสร้างสรรค์น้อยกว่า จึงมุ่งไปที่การหางานที่จะมีรายได้แน่นอน แต่รายได้จากการใช้แรงงานของตนเอง มีน้อยคนที่จะทำให้ตนเองรวยได้ ข้อเจ็ด คนรวยเชื่อว่าพวกเขาต้องใจบุญสุนทาน คนชั้นกลางคิดว่าพวกเขาไม่มีปัญญาที่จะทำบุญ ข้อนี้ผมเองคงไม่มีคอมเมนท์อะไร ส่วนหนึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจเนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องของแต่ละคน ที่ไม่ค่อยบอก หรือรู้กันยกเว้นกรณีที่เป็นการบริจาคใหญ่ๆ อย่างกรณีของบัฟเฟตต์หรือบิล เกตส์ ข้อแปด คนรวย มีแหล่งรายได้หลากหลาย คนชั้นกลางมีเพียงหนึ่งหรือสองแหล่ง ข้อนี้ก็เช่นกัน ผมเองไม่แน่ใจว่าคนรวยมีรายได้จากหลายแหล่ง เพราะรวยแล้วจึงไปลงทุนในทรัพย์สินหลายๆ อย่าง หรือมีทรัพย์สินหลายอย่างจึงทำให้รวย แต่ที่ผมเห็นชัดเจนก็คือ คนชั้นกลางนั้น มักไม่ลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยง ทำให้รายได้มักจะมาจากเงินเดือนเป็นหลัก ข้อเก้า คนรวยเน้นการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่งของตนเอง คนชั้นกลางเน้นการเพิ่มของเงินเดือน เป้าหมายของคนรวยนั้นอยู่ที่ว่าตนเองมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหนโดยมองที่ภาพรวม ดังนั้น ถ้าเขามีหุ้นอยู่ การที่หุ้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเขาก็มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นโดยที่เขาไม่ต้องเสียภาษี แต่คนชั้นกลางพยายามทำงาน เพื่อให้มีเงินเดือนสูงขึ้นแต่เขาอาจจะลืมไปว่าเขาจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นด้วย สรุปก็คือ คนรวยเน้นการลงทุนใช้เงินทำงานแทนตนเอง คนชั้นกลางเน้นการใช้แรงงานของตนเอง สุดท้ายข้อสิบ คนรวยชอบตั้งคำถามที่เป็นบวกและสร้างกำลังใจ เช่น ฉันจะสร้างรายได้เป็นเท่าตัวในปีนี้ได้อย่างไร? ในขณะที่คนชั้นกลางชอบตั้งคำถามที่เป็นลบ และเสียกำลังใจ เช่น จะหาเงินมาจ่ายหนี้ค่าบัตรเครดิตเดือนนี้ได้อย่างไร ? และนั่นก็คือ ความแตกต่าง 10 ข้อระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลางที่มีคนตั้งข้อสังเกตไว้ ซึ่งผมเชื่อว่าส่วนใหญ่น่าจะเป็นจริง แน่นอน คนรวยบางคนก็มีคุณสมบัติที่เป็นแบบคนชั้นกลาง และคนชั้นกลางจำนวนมากก็มีนิสัยแบบคนรวย แต่ถ้าเราอยากรวย ผมคิดว่า การยึดนิสัยแบบคนรวยน่าจะทำให้เรามีโอกาสมากกว่า คนรวย VS คนชั้นกลาง ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร Recommend Article on Oct 5th, 2009 October 19 My office today :o)แปดโมงเช้าเืพื่อนเค้าถึงออฟฟิสแล้วส่งรูปมาเซอร์ไพรส์
![]() ฮึ่ย เกิดไรขึ้นในออฟฟิสว่ะเนี่ย หรือเค้าเห็นเราเป็นเด็กก็เลยส่งลููกโป่งมาปลอบใจ ฐานที่จะปรับโครงสร้างองค์กร โดยการทำให้มันเล็กลง ก่อนที่จะประกาศให้รู้อย่างเป็นทางการวันจันทร์หน้าวะเนี่ย เอ หรือว่าจะเอาไว้ให้พนักงานไว้ผูกคอแล้วกระโดดตึกลงไปได้อย่างปลอดภัย...
ไม่เป็นแบบฟรานซ์เทเลคอมที่ฆ่าตัวตายกันไปแล้ว 25 คน จากแสนคน และแล้วก็ถึงบางอ้อว่าเค้าทำเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองหลังจากยักย้ายถ่ายโอน ผู้ใช้คนสุดท้ายจากค่ายสีส้มได้สำเร็จเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว... ไปซื้อปีกไก่ที่ตลาดไปตลาด ไปตลาด !!!!
เป็นคำสั่งการของสมองที่ต้องการให้เจ้าร่างกายที่ขี้เกียจ และกำลังหลับอุตุในวันเสาร์ตื่นตัว เหตุผลสำคัญที่ต้องการไปตลาดวันนี้เพื่อไปซื้อ "ปีกไก่"
ขอย้ำว่า "ปีกไก่" ปีกไก่อย่างเดียวเท่านั้น ซื้อเสร็จก็กลับบ้านเลย ทำไมที่จะต้องดั้นด้นไปซื้อปีกไก่ที่ตลาด ทำไมไม่ซื้อที่ซุปเปอร์ใกล้บ้าน ก็เป็นเพราะว่าที่ตลาดเค้าขายปีกไก่ทั้งท่อน
แต่ที่ซุปเปอร์ไม่รู้เป็นไร ชอบตัดปลายปีกทิ้ง... แบ่บว่ามันแทะไม่มัน :o) SAT 17-OCT-09 เม่าตายอย่างเขียด (แล้วเขียดมันตายยังไงหว่า???)วันนี้เข้าใจแล้วว่าทำไมเหล่าแมงเม่าถึงออกมาโวยวายเมื่อไม่สามารถเข้าไปทำการซื้อขายหุ้น (ส่วนใหญ่จะเป็นขาย) โลกนี้มันถูกเชื่อมต่อกันหมดแล้ว เมื่อเช้าคุยเรื่องหุ้นกับเพื่อนอยู่ดี ๆ คิงของยูป่วย!!!!! !!!!!????!!!! 15-Oct-09 ป้าก็รู้ว่าป้าถือยาวได้ แต่อยากเทคโพรฟิท แล้วไปซื้อที่ต่ำกว่านี้นี่นา October 13 การลดค่าของเงินอย่างร้ายกาจการลดค่าของเงินอย่างร้ายกาจ
ถ้ามีเงิน1 ล้านบาท เมื่อ 20 ปีก่อน ข้าวสารกิโลละ 10 บาท ซื้อได้ 100,000 กิโลกรัม เมื่อ 10 ปีก่อน ข้าวสารกิโลละ 20 บาท ซื้อได้ 50,000 กิโลกรัม ปีนี้ 2552 ข้าวสารกิโลละ 30 บาท ซื้อได้ 33,333 กิโลกรัม แสดงว่าแค่ราคาข้าวสาร ยังไม่รวม ไข่ กะปิ น้ำปลา มันก็ขึ้นปีละประมาณหนึ่งเปอร์เซ็นต์แล้ว นี่แสดงว่าอัตราเงินเฟ้อที่เค้าว่า ๆ กัน มันมีผลกับเงินเก็บของเราจริง ๆ เงินเฟ้อปี 2552
ครม. อนุมัติเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อปี 2552 อยู่ที่ 0.5 – 3.0% ต่อปี นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติเป้าหมายนโยบายการเงินประจำปี 2552 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อปี 2552 ที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยรายไตรมาสระหว่าง 0.5 – 3.0% ต่อปี เนื่องจากเงินเฟ้อพื้นฐานจะสะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อที่มาจากอุปสงค์ ทำให้มีความยืดหยุ่นมากกว่าเงินเฟ้อทั่วไป รวมทั้งจะมีการประชุมหารือระหว่างกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยทุกไตรมาส และเมื่อมีเหตุจำเป็น เพื่อทำให้นโยบายการเงินและการคลังมีความสมดุล ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมทั้งให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. รายงานพร้อมชี้แจงเมื่อเงินเฟ้อไม่อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดไว้
เราจะทำอย่างไรให้เงินของเราเพิ่มค่าโดยชนะค่าเงินเฟ้อกันดี???
มีวิธีอะไรบ้างที่อย่างน้อยเราจะลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยมากกว่า 3% ต่อปีเพื่อให้ชนะค่าเงินเฟ้อ 1. ปลูกข้าวกินเอง 2. เลี้ยงไก่ไข่เอง หรือ 3. ซื้อหุ้น advanc ปันผล 6-7% ต่อปี 4. บวชชี บวชพระ ไม่ต้องปลูกข้าว ไม่ต้องซื้อบ้าน ไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน มีคนกราบไหว้ด้วย มีโอกาสไปนิพพานด้วย แต่ชีลำบากกว่าพระ เพราะไม่ค่อยมีใครถวายของหรือปัจจัยเท่าไร ไม่มีกิจนิมนต์ด้วย ไปบินฑบาตรก็ไม่ได้ จะให้ดีมีเงินเก็บพอใช้แล้วไปเป็นชี จะได้อยู่อย่างพอเพียง แบบสบายๆ หรือ ... ทำไรได้อีก???? October 05 ต่างเชื้อชาติ ต่างเผ่าพันธ์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปร่วมงานวันเิกิดของน้องแพท.... นอกนั้นเป็นเพื่อนที่ทำงานของน้องหมดเลย บริษัทของน้องทำงานเกี่ยวกับการออกแบบท่อน้ำมันเป็นหลัก น่าตื่นเต้นดีเหมือนกัน ว่าในโลกนี้มีคนต่างเชื้อชาติ ต่างเผ่าพันธ์ ล้วนเดินทางมาตามหาฝันที่ประเทศนี้กันเยอะจริง ๆ ปล. ชอบสุดน่าจะเป็นได้ลองกินลูกไวน์ :o) September 30 วันสุดท้ายของการทำงานถ้ามีคนมาบอกคุณว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายในชีวิตการทำงานของคุณแล้ว
คุณจะดีใจมั้ย??? ไม่ต้องตื่นตอนเช้าไปทำงานเหมือนทุกวันที่ผ่านมา
รอให้มันถึงเวลาเที่ยงจะได้พักไปกินข้าว.... รอให้ถึงเวลาเย็นจะได้กลับบ้านแล้ว.... รอให้ถึงเสาร์-อาทิตย์ จะได้พักผ่อนอยู่บ้าน.... ทำอย่างที่ใจอยากจะทำ ดีใจด้วยค่ะแม่ :o)
๓๐ กันยายน ๒๕๕๒ แม่เกษียณอายุราชการ September 29 หนาวที่สี่ก้าวสู่หนาวที่สี่ในประเทศนี้แล้ว...ต่างไม่เคยมีใครคิดว่าเราจะอยู่ที่นี่ได้ยาวนานขนาดนี้...
ใบไม้เขียวชอุ่มตอนหน้าร้อนของที่นี่กำลังร่วงหล่น และปลิดปลิวไปทั่วท้องถนน พร้อมกับสายลมหนาวที่กำลังพัดผ่านเข้ามาเหมือนทุกปี
มีคนเคยบอกว่า ชอบฤดูใบไม้ร่วง ช่วงใบไม้เปลี่ยนสี และตัดใจผละจากต้น และกิ่งก้านของมัน ร่วงหล่นเต็มท้องทุ่มหญ้า และท้องถนน ช่วงนี้ของปีที่ผ่านเข้ามา ช่างก่อให้เกิดอารมณ์เหงา เศร้า และรัก ดีแท้... September 22 Valkenburg townเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาต้องหาที่ไป เพราะได้เช่ารถมาแล้ว
ก็เลยได้ชื่อเมืองนี้มา "Volkenburg" ที่สนใจเมืองนี้เพราะเค้าบอกว่ามันมีถ้ำ ก็อยากรู้เหมือนกันว่าไอ้ประเทศที่มันแบนราบแบบนี้ ถ้ำรูปร่างมันจะเป็นแบบไหน??? อันดับแรกก็เข้าไปหาข้อมูลที่นี่ก่อนเลย http://wikitravel.org/en/Valkenburg
ที่ท่องเที่ยวที่กะว่าจะไปก็คือ
1. Valkengurg cave
Cauberg 4
6301 BT Valkenburg aan de Geul The Netherlands There is a fascinating world to be found in Valkenburg … or in fact under Valkenburg: the municipal caves, visited by great numbers of people every year. The Romans started work on these caves around 2000 years ago when they began mining the ground for the marl that they needed as building material. You will come face to face with the primal forces of nature, the appearance of which has continually changed over time. These natural conditions dating back into pre-history can be clearly seen thanks to the fossils and layers of shells found in the rock. The municipal caves also provide an exciting overview of various forms of artistic expression and the living conditions of countless generations of humans. You will find wall paintings and plaques, giving you a taste of the past.
You will also find the remains of what fugitive people built in the caves, which were sometimes used as a hiding place. This combination of nature and culture forms a unique story, a story that is made even more interesting by the mysterious character of the dark labyrinth of underground passages. Be sure to visit the municipal caves in Valkenburg aan de Geul if you are in Limburg.
All information about opening times, admission prices and guided tours can be found on this website. If you have any additional questions, please contact the ticket office, or send your question by e-mail using the contact page. We recommend that you contact us in advance if you wish to come with a group.
2. Castle Ruins : http://www.kasteelvalkenburg.nl/default.asp?id=230
The rich history of the Middle Ages lives again with a visit to the castle ruins in Valkenburg aan de Geul, and its history dating back to the 11th century! Towers jut skyward from the ruins of the once so imposing castle, the Netherlands' only hilltop castle, looking out over the little fortress town below.
Visiting these historic remains of Valkenburg Castle, you can wander from the Great Hall to the defensive towers, from the dungeon to the old chapel, and from the artillery room to the subterranean escape passages. Relive the stirring history of the many sieges, destructions and dominions of knights such as Walram de Rosse, Gosewijn, and the Dukes of Brabant, until the final destruction of the castle on 10 December 1672 at the hands of Stadtholder Willem III (photo). The remains of the castle ruins have stood as a quiet reminder of the proud fortress here at this prominent place in the Geul Valley ever since. Visit addresses: Castle ruins: Grendelplein 13 Fluweelengrot (Velvet Cave): Daalhemerweg 27 Phone: +31-(043)60 90 110 Fax reservations/information +31-(043)60 90 114 Fax marketing/christmas market: +31-(043)60 90 078 Post address: Grendelplein 13 6301 BS Valkenburg aan de Geul 3. Thermae 2000 [9] extensive bathing facilities opened in 1989 with hot mineral bath, saunas, whirpool, etc
http://www.thermae.nl/ Thermae 2000
Cauberg 25-27 6301 BT Valkenburg aan de Geul Limburg, Nederland Information : 31 (0)43 - 6092000 Reservation : 31 (0)43 6092001 แต่พอไปจริง ๆ นะ กว่าจะขับรถไปถึงก็เกือบ ๆ สามชั่วโมงแล้ว
ยังไปสนุกสนานวิ่งถ่ายรูปกันในปราสาท อย่างกับว่าเป็นหนังอินเดียก็ไม่ปาน ยังโชคดีที่ไปซื้อตั๋วรถเทรน (ราคาเท่ากับแบบเดินเที่ยวเอง) เที่ยวสุดท้ายตอนสี่โมงเย็นได้ทัน ไม่งั้นนะ อาจจะต้องผิดหวังเพราะอุตส่าห์ตั้งใจไว้แต่แรกว่าจะมาดูถ้ำที่เมืองนี้ ฮ่า ๆ แต่ที่ถูกใจที่สุดของทริปนี้น่าจะเป็นขาหมูเยอรมัน ที่ทำสไตล์ข้าวขาหมูบ้านเรา...
ปล. ได้พิสูจน์แล้วจากการเดินลงเขา ขึ้นเขา เที่ยว แล้วกลับมาน่องแข็งที่บ้านในวันรุ่งขึ้น ทั้งยังเหล่านักปั่นน่องเหล็ก ล้วนมาฝึกวิทยายุทธกันที่เมืองนี้เยอะทีเดียว |
|
|