Suratsawadee's profilemy worldPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    November 24

    หากหัวใจคล้ายห้องว่าง

    ข้อมูลโดย : นิตยสาร Livingetc ฉบับภาษาไทย, Updated: 10/11/2009

    หากหัวใจคล้ายห้องว่าง

    คำว่าชีวิตประกอบขึ้นมาจาก "กาย" กับ "ใจ" เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "กาย" กับ "นาม" องค์ประกอบทั้งสองของชีวิตนี้ "ใจ" มีความสำคัญมากกว่า "กาย" เพราะ "ใจ" เป็นอย่างไร "กาย" จะเป็นอย่างนั้น

    หากหัวใจคล้ายห้องว่าง

    เรื่อง ว.วชิรเมธี

    ความสำคัญของใจที่มีผลเหนือกายนั้นมีตัวอย่างมากมาย อภิปรายกันไม่รู้จบ เช่นวันหนึ่งเมื่อมีนักข่าวสัมภาษณ์ว่า ไทเกอร์ วู้ด มีเคล็ดลับในการตีกอล์ฟอย่างไร จึงตีได้แม่นเหมือนจับวางทุกครั้ง เขาตอบสั้นๆ ว่า ผมจินตนาการเห็นลูกกอล์ฟลอยละลิ่วลงหลุมก่อนที่ผมจะเริ่มตีมันเสียอีก" คำตอบของนักกอล์ฟอัจฉริยะสะท้อนว่าใจของเขานั้นไม่ได้สั่งได้เฉพาะกายคือมือของเขาเท่านั้น แม้แต่ไม้ตีกอล์ฟเอง ก็หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขา เข้าทำนอง กระบี่อยู่ที่ใจ ใจอยู่ในกระบี่ โดยแท้

    ครั้งหนึ่งมีการทดลองกันในทางจิตวิทยาว่า ใจสำคัญต่อกายจริงหรือไม่ นักจิตวิทยาร่วมมือกับนายแพทย์ท่านหนึ่ง ไปตรวจร่างกายของนักกีฬายกน้ำหนักถึงโรงยิม เมื่อไปถึง นายแพทย์ก็ตรวจวัดร่างกายของนักกีฬายกน้ำหนักคนหนึ่ง ซึ่งมีร่างกายที่แข็งแรงมาก เขากำลังฝึกยกน้ำหนักอยู่พอดี เมื่อไปถึงนายแพทย์ใช้ปรอทวัดไข้อยู่สักพักหนึ่ง รอไม่กี่นาที ท่านก็รายงานด้วยสีหน้าเป็นกังวลว่า นักกีฬาคนนี้กำลังมีปัญหาใหญ่ เพราะตรวจพบ บางอย่าง ในร่างกาย ขอให้งดการฝึกซ้อม ฃเอาไว้ก่อน พอนายแพทย์พูดจบ นักกีฬาร่างล่ำบึ้กมีสีหน้าเครียดขึ้นมาทันที เขายกน้ำหนักต่อไปไม่ไหว ยกอย่างไรก็ไม่เป็นที่พอใจ อ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปหมด เขาจึงขออนุญาตลากลับไปพักหลายวัน

    ต่อมานายแพทย์และนักจิตวิทยา จึงขอโทษนักกีฬาคนนั้น พร้อมทั้งบอกความจริงว่า ผลการตรวจสุขภาพไม่เป็นอันตรายอย่างที่เป็นกังวลสักนิด ที่แจ้งผลไป ก่อนหน้านั้น เป็นเพียงการทดลองอย่างหนึ่งเท่านั้น ซึ่งทั้งครูฝึก นักจิตวิทยา และนายแพทย์ร่วมมือกันและรู้กันมาแต่ต้นอยู่แล้ว ทันทีที่ทราบผลว่า ตนไม่เป็นอะไร วันรุ่งขึ้นนักกีฬาคนนั้นก็มาฝึกซ้อมต่อและคราวนี้เขาสดชื่นรื่นเริงอย่างเห็นได้ชัด การทดลองคราวนี้ ก็สะท้อนหลักการที่ว่า ใจเป็นอย่างไร ร่างกายเป็นอย่างนั้น จริงๆ

    ความจริง ในชีวิตของคนเรานั้น หากสังเกตให้ดีเราจะพบว่า พฤติกรรมต่างๆ ที่แสดงผลออกมาทางกายนั้น ล้วนได้รับอิทธิพลของใจทั้งสิ้น คนที่มีสีหน้าสดชื่น ผ่องใส ใจเย็นโดยธรรมชาติ (ไม่ใช่ใสเพราะฝีมือหมอ) ก็เพราะลึกๆ แล้ว เขาไม่มีความเครียดเจือปนอยู่ในใจ คนที่หงุดหงิดงุ่นง่าน ก็เพราะในใจเขาเต็มไปด้วยความกังวล คนที่มีพฤติกรรมฉ้อฉล คอรัปชั่น ก็เพราะใจเขามี ไถยจิต ซึ่งแปลว่า จิตที่มีธาตุแห่งความเป็น หัวขโมย แฝงอยู่ คนที่สู้ชีวิต ก็เพราะใจเขาเปี่ยมด้วย ปรักกมธาตุ ซึ่งแปลว่า ใจนักสู้ อยู่ข้างใน ส่วนคนที่เต็มไปด้วยความอิจฉาตาร้อน ก็เพราะข้างในของเขา หมักหมมอยู่ด้วยไฟริษยานั่นเอง นอกเป็นอย่างไร ก็สะท้อนว่าใจเป็นอย่างนั้น กาย จึงเป็นเหมือนเงาสะท้อนของใจ

    ใจ ของเรานั้น ไม่ต่างอะไรกับห้องที่ว่างเปล่า เมื่อเราใส่อะไรเข้าไปในห้องที่ว่างเปล่านั้น สถานภาพของห้องก็จะเปลี่ยนไปทันที เป็นต้นว่า เรามีห้องว่าง
    เปล่าอยู่ห้องหนึ่ง เมื่อ - -


    เราใส่น้ำเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องน้ำ
    เราใส่พระพุทธรูปเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องพระ
    เราใส่เครื่องมือปรุงอาหารเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องครัว
    เราใส่เครื่องนอนเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องนอน
    เราใส่ชุดรับแขกเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องรับแขก
    เราใส่บุคคลสำคัญเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องวีไอพี


    ห้องแห่งหัวใจของเราก็ไม่ต่างอะไรกับห้องว่างเปล่าที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเลย ทุกครั้งที่เราบรรจุอะไรเข้าไปในใจ ใจของเราก็จะเปลี่ยนสถานภาพเหมือนกัน


    เราใส่ความเมตตาเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจดี
    เราใส่ธรรมะเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจบุญ
    เราใส่ความโกรธเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจร้อน
    เราใส่ความเลวเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจทราม
    เราใส่ความกลัวเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจเสาะ
    เราใส่ความเป็นนักสู้เข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจสู้
    เราใส่ความขาดสติเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจลอย

    เห็นด้วยกับผู้เขียนหรือไม่ว่า ใจของเรานั้นเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลเหนือกาย เป็นสิ่งที่คอยออกแบบชีวิตของเราให้เป็นไปอย่างไรก็ได้

    พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า
    ใจเป็นนาย ใจเป็นผู้นำ ใจเป็นผู้สร้างสรรค์...
    หรือบางทีก็ตรัสว่า จิตฺเตน นียติ โลโก แปลว่า โลกหมุนไปตามใจสั่งการ โลกในที่นี้ หมายถึง ชีวิตของเรานั่นเอง โลกคือชีวิต จะหมุนซ้าย หมุนขวา หมุนตรงหรือหมุนเอียง หมุนไปข้างหน้า หรือว่าหมุนไปข้างหลัง ทั้งหลายทั้งปวงนั้นขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของใจทั้งหมดทั้งสิ้น

    ใจของเราไม่ต่างอะไรกับห้องที่ว่างเปล่า เราบรรจุอะไรลงไป ชีวิตของเราก็เป็นไปตามสิ่งที่บรรจุนั้น ทุกวันนี้ เราเคยถามตัวเองบ้างไหมว่า เราบรรจุอะไร ลงไปในห้องแห่งหัวใจของเราบ้าง ความรู้ ความงมงาย ความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความโลภ ความดี ความชั่ว ความริษยา ความหน้าด้าน ความสะอาด สว่าง สงบ หรือความตื่นรู้ ชีวิตจะเป็นอย่างไร รุ่งโรจน์หรือร่วงโรย ขึ้นสูงหรือลงต่ำ สำคัญที่เราบรรจุอะไรลงไปในใจของเราเอง

    ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Livingetc ฉบับภาษาไทย

    ข้อมูลโดย : นิตยสาร Livingetc ฉบับภาษาไทย

    แอ่วเจียงฮาย กับที่นี่หมอชิต

    ให้ตายเถอะ เมื่อกี้ดูรายการที่นี่หมอชิต ดู๋ พาพิธีกรรับเชิญ น้องกบ สุวนันท์ ไปเที่ยวโครงการหลวงที่จังหวัดเชียงราย ปีนี้เข้าปีที่ 21 แล้ว
    รวมถึงการรำลึกถึงวันที่ 21 ตุลาคม ที่เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จย่า ผู้ทรงเปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่าดอยตุง
     
    ตามเทรนเข้าหน้าหนาวแล้วต้องไปแอ่วเมืองเหนือ ทำให้คิดถึงวันเวลาเก่า ๆ ที่เคยไปเที่ยว ยิ่งทำให้คิดถึง...
    เริ่มเปิดรายการที่วงเวียนหอนาฬิกาของจังหวัดที่น่าจะเป็นผลงานของ อ.เฉลิมชัย ซึ่งดูออกได้ไม่ยาก เพราะเป็นประติมากรรมแนวเดียวกับที่วัดร่องขุ่น
    เดินช็อปปิ้งของเหนือที่เชียงรายไนท์บาร์ซา หรือลานกลางเวียง มีชุดและเครื่องแต่งกายชาวเขา เครื่องดนตรีเมืองเหนือ รวมถึงการถ่ายรูปสีซีเปียย้อนวันวาน
    แวะทานข้าว แค็ปหมู น้ำพริกหนุ่ม ไส้อั่ว ปลาตัวเล็ก แกล้มด้วยเสียงร้องเพลงสไตล์ชาวเหนือ ได้อารมณ์มาก ๆ
     
    หอแห่งแรงบันดาลใจ อันเป็นจุดเริ่มต้นของเดินทางทริปนี้
    หอนิทรรศการนี้แปลงจากแต่เดิมแสดงเฉพาะพระประวัติของสมเด็จย่า เป็นการแสดงพระราชประวัติของทั้งราชสกุล มหิดล
    หอแห่งแรงบันดาลใจ เพียงหยดน้ำเพียงหนึ่งเล็ก ๆ จะส่งแรงกระเพื่อมไหวแผ่ขยายกว้างไกลไม่มีที่สิ้นสุด ได้ทั้งความดี ต้นไม้
    ชอบสุดน่าจะเป็นภาพเคลื่อนไหวตอนที่พระพี่นาง และในหลวงทั้งสองรัชกาลยังทรงพระเยาว์และเล่นน้ำในสระที่วังสระประทุม
    หอแสดงปัญหามากมายเป็นเขาวงกตของประชาชน และสิ่งที่ในหลวงใช้แก้ปัญหาคือ ดินสอ แผนที่ วิทยุสื่อสาร และประชาชน
    จนกลายเป็นหลากหลายโครงการในพระราชดำริ
     
    สวนรุกขชาติ ถ่ายรูปดอกไม้สวย ๆ และกาแฟตอยตุง จากดอยตุงคาเฟ่ร์ อันปลูกมาจากป่าเศรษฐกิจ
    กาแฟสูตรพิเศษ ผสมแมคคาเดเมียของดอยตุง อันนี้ไม่เคยลอง ถ้าได้มีโอกาสกลับไปอีก ต้องไม่พลาด ตอนนั้นได้ลองแต่สูตรธรรมดา แรง สะใจดี
    ชอบความคิดแยบยลที่บอกว่าตรงสวนดอกไม้นั้น แต่เดิมเป็นจุดพักกองคาราวานฝิ่นมาก่อน สมเด็จย่าเลยปลูกต้นไม้ ดอกไม้ ขายกาแฟแทน พอคนมาเยอะ ๆ คนมันกลัวก็เลิกขายฝิ่นกันไปเอง
    ลานดอกไม้ดอยตุง ที่มีประติมากรรม "ความต่อเนื่อง" ตั้งเป็นเอกลักษณ์อยู่กลางลาน สื่อถึงการทำอะไรให้ต่อเนื่องเพื่อประสบความสำเร็จอย่างยืนยาว
    ต่อด้วยพระตำหนักดอยตุง ที่สร้างด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เหตุที่สมเด็จย่ามาตั้งพระตำหนักที่นี่น่าจะเป็นเพราะว่าท่านชอบต้นไม้ และดอกไม้ โดยเฉพาะท่านเคยไปใช้ชีวิตที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ที่มีอากาศเย็น ๆ สบาย ๆ เพราะมองไปทางไหน ภูเขาที่ไม่เหลือเค้าที่เค้าว่ากันว่าเคยหัวโล้น และเป็นที่ปลูกฝิ่นอยู่เลย มีแต่ต้นไม้ ดอกไม้เต็มเขาไปหมด
    พระตำหนักสร้างด้วยปูน แล้วใช้เปลือกไม้ ที่เป็นกิ่งก้านมาแปะเอา มิได้ตัดไม้ทั้งท่อนมาสร้างแต่อย่างใด
    ในห้องโถงนั้น หลังคาจะเป็นรูปแผนที่ดวงดาว อันมีจุดเริ่มต้นมาจากการถามการบ้านจากในหลวง สมเด็จย่าเองจึงต้องทำการบ้านเช่นกัน และกลายมาเป็นความสนพระทัยส่วนพระองค์ภายหลังในเรื่องท้องฟ้าและดวงดาว
    ห้องพระบรรทมด้านหลังนั้น ช่างดูเรียบง่าย บรรยากาศดี วิวเขา ดอกไม้ น่าอยู่มาก
     
    ร่วมตักบาตรพร้อม ๆ กับชาวบ้านเผ่าต่าง ๆ ไทยใหญ่-เสื้อขาว ผ้าซิ่น ไทยลื้อ ลั้ว-ชุดสีดำ
     
    หมู่บ้านริมเขา ของชาวไทยใหญ่ บ้านสองชั้น มีรถกระบะ มีกิจการของตัวเอง เช่นร้านขายชา ร้านขายของชำ
    ชาวบ้านเริ่มต้นด้วยการได้รับการแจกจ่ายที่ดินทำกินคนละสองไร่ ทำไร่ชาบ้าง ปลูกไม้ดอกบ้าง
    เริ่มต้นจากการเป็นคนงานปลูกต้นไม้ในโครงการหลวงก่อน แล้วออกมาทำของตัวเอง ส่งขายโครงการต่อไป
     
    โรงปั้นเครื่องเซรามิก ส่งขายทั้งในและต่างประเทศ
    โรงทอผ้า ที่จัดแบ่งหน้าที่ทอกี่กระตุกให้คนสาว แบ่งด้ายเข้าหลอดน้อย ๆ ให้คนมีอายุได้ทำกันได้อย่างทั่วถึง
     
    ป่าเศรษฐกิจ ที่จ้างบริษัทเอกชนเข้าปลูก ต้นแมคคาเดเมีย ที่มีอายุได้เป็นร้อยปี  และกาแฟ เพื่อทำสูตรดอยตุงออกมาเอง
    เป็นการผสมกาแฟกับเม็ดแมคคาเดเมีย 
    ต้นกาแฟที่เริ่มโทรม เค้าก็จะมีการ "ทำสาว" คือการตัดให้เหลือความสูงของต้นประมาณหนึ่งฟุตเพื่อห้มันแตกออกมาใหม่ อายุของกาแฟนั้นมีหลายสิบปี
    การทำแผนที่ภูเขาบริเวณที่ปลูกป่าก็ทำได้เก๋ไก๋ดีทีเดียว เค้าใช้แผ่นพลาสติกมองทะลุเห็นเขาจริง แล้วก็วาดเส้นขอบเขา พร้อมคำอธิบาย ไอเดียบรรเจิดจริง ๆ ง่าย ๆ แต่ได้ประโยชน์จริง ไม่ต้องก้มดูแผนที่ เงยหน้ามองเขาจริง แล้วก็งง ๆ ว่า เอมันลูกไหนกันหว่า อย่างนี้น่าจะเข้าคอนเซ็ปท์ที่ฝรั่งเค้าเรียกว่า Simplicity ได้
     
    ตลาดขายของที่ระลึกของชาวเขา ซึ่งเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนเป็นที่แลกยาเสพติด กับอาวุธปืน กระสุนปืน
    ตรงลานจอดรถไกลปืนเที่ยงขนาดไปทดสอบยิงปืนก่อนซื้อกันได้เลย
     
    หอฝิ่น หรือ พิพิธภัณฑ์ฝิ่น ใช้พื้นที่ 250 ไร่ ทางเข้า 137 เมตรเป็นอุโมงค์ทะลุภูเขาไป ประวัติฝิ่นนั้นมีอายุยาวนานกว่า 5,000 ปี
    ผ่านห้องสามเหลี่ยมทองคำ เป็นจุดเริ่มต้นของที่มา สู่ทุ่งฝิ่นจำลอง ดอกฝิ่นนั้นเป็นตระกูลเดียวกับดอกป็อปปี้
    สงครามฝิ่นนั้นเกิดระหว่างคนอังกฤษ กับคนจีน เมื่อจีนแพ้ ฝิ่นก็เลยแพร่ทะลักเข้าไปมอมเมาในประเทศจีน
    สนธิสัญญาบาวร์ริ่งเองที่ทำสมัยรัชกาลที่สี่ นั้นก็คือการที่อังกฤษสามารถเอาฝิ่นเข้ามาขายในประเทศไทยได้อย่างไม่ผิดกฎหมาย
     
    ดอยช้างมูบ หรือดอยช้างหมอบนี้ ตั้งอยู่บนเทือกเขานางนอน เป็นแหล่งปลูกฝิ่นที่ใหญ่ที่สุดในอดีต
    ไกด์บนดอยช้างมูบ หรือดอยช้างหมอบนี้ชื่อ ลุงพิชัย ทำหน้าที่ดูแลความสะอาด และต้นไม้
    ดอยช้างมูบมีนางเอกเป็นดอกกุหลาบพันปี ลุงพิชัยบอกว่ามีอายุกว่าห้าร้อยปีแล้ว นำเข้ามาปลูกจากพม่า
    และมีต้นไม้ข้าง ๆ ทาง ต้นใหญ่ ๆ ที่เค้าจะตัดทิ้งตอนขยายถนนปี 35 แต่สมเด็จย่าเลยให้นำขึ้นมาปลูกที่ยอดดอยช้างมูบนี้ ต้นใหญ่มากกกก ทั้งหมด 15 ต้น
    มีมุมที่มองเห็นดอยแม่สะลอง และรอยต่อของประเทศพม่า
     
    สันปันน้ำ จุดที่สูงสุดในจังหวัดเชียงราย สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,509 เมตร
    ที่เรียกว่าสันปันน้ำเพราะพอฝนตกลงมา ด้านนึงจะไหลเข้าพม่า อีกด้านนึงเข้าประเทศไทย
     
    อีกด้านมองเห็นแม่น้ำโขง ประเทศลาว และสามเหลี่ยมทองคำ
     
    ลุงพิชัยมาทำหน้าที่ตั้งแต่ปี 35 แต่ก่อนสูบฝิ่น ติดยา เป็นชาวเขาพม่า หักร้างถางพง โยกย้ายถิ่นฐานทำกินไปเรื่อย ๆ
    แต่ตอนนี้แกหยุดหมดแล้ว กลับมานิยมปลูกป่าต้นไม้สามอย่าง ได้แก่ต้นสน ต้นซากุระ ต้นพญาเสือโคร่ง
    ร่างกาย ต้องไม่ติดยา -> ต้องมีงานทำ -> ต้องมีความรู้
    อยู่ในประเทศไทย ผม ลูกหลานผมกินดี อยู่ดีแล้ว ไม่อยากไปไหนแล้ว
    หลังจากสมเด็จย่าสวรรคตแล้ว 14 ปี ก็ได้สมเด็จพระพี่นาง และสมเด็จพระเทพฯ มาสานต่องานโครงการหลวงนี้
    ตอนนี้แกได้สัญชาติไทยแล้ว และก็ถือบัตรประชาชนชาวไทยแบบสมาร์ทการ์ดซะด้วยยย
    แล้วลุงพิชัยแกก็ตบท้ายด้วยเสียงร้องอันมีเอกลักษณ์ของแก
     
    ปิดรายการด้วยวิวพระอาทิตย์ตกที่ดอยช้างมูบ รู้สึกได้ถึงไอเย็นที่มาพร้อมกับพระอาทิตย์ที่ตกลับขอบฟ้าไป...
    สมุดบันทึกความประทับใจที่กบบอกว่าจะกลับไปทำตัวเป็นหยดน้ำ และของดู๋ที่บันทึกเป็นรูปต้นไม้ใหญ่ กบ และลุงพิชัย
    เพื่อระลึกถึงวันเวลาที่มาทำรายการกับน้องกบ และคำพูดดี ๆ ของลุงพิชัยที่บางประโยคทำให้ขนลุกได้เลยทีเดียว
     
    ปล.  คุณเคยไปสวิสเซอร์แลนด์เมืองไทยหรือยัง????
    November 23

    หนีตามกาลิเลโอ

    Broken heart นายกำลังล้ำเส้นรึเปล่า
    ถ้าเราผ่านความกลัวที่สุดไปได้ เราก็จะไม่กลัวมันอีกแล้ว Light bulb
    แกบอกถูกวันรึเปล่า แล้วแกบอกเวลาไทย Clock หรือเวลาอังกฤษ
    เพื่อความปลอดภัย เราไม่ควรทำให้ใครรู้ว่าเรากำลังหลงทาง Auto
    ลอนดอน!!!! มาแล้วนะ
    ถ้าได้ยินคำว่า "โฮมลง" Girlไม่ต้องคิดอะไร วิ่งลูกเดียว
    ปัญญาอ่อน หรือ ไร้จินตนาการ Tongue out
    Island with a palm treeถ้ายางราคาดีจะมาทำเบื๊อกอะไร
    3565 วัน
    บ้านทั้งหลังยังสร้างได้เลย ห้องแค่นี้ทำไมเก็บไม่ได้วะ
    E-mail เคยเป็นเพื่อนกัน เลิกกันแล้ว ต้องเกลียดกันด้วยเหรอ
    ไม่สนใจไฟจราจร ข้ามถนนมองขวา Auto ก็มีแต่คนไทยแหละ
    ตกเองได้อะไร  ได้ตก
    คนทุกวันนี้สนใจผลลัพธ์ มากกว่าวิธีการ
    ผมพาเที่ยววันนึง ไม่ต้องมีแผนที่ อยากไปไหนก็ไป เอาป่ะ
    อากาศแบบนี้น่ามีคนให้กอด Left hug Right hugใครเห็นด้วย ยกมือขึ้น
    ยอมรับผิดแล้วก็เริ่มต้นใหม่
    ทำผิดก็ต้องยอมรับผิด มันเป็นกฎของโลก
    รู้มั้ยว่าพอรถไฟออก เราอาจจะไม่ได้เจอกันอีก
    Noteแค่ได้คิดถึงก็เป็นสุขใจ และจะคิดถึงเธอตลอดไป....
     
    November 20

    2012

     เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาได้ไปดูหนังเรื่อง 2012 วันสิ้นโลก ที่กำลังอินเทรน
    ค่าตั๋วขึ้นราคาจาก 7 เป็น 8 ยูโร (วันปกติน่าจะขึ้นจาก 9 เป็น 10 ยูโร)
    น่าจะเป็นเพราะเรากับน้องหมีที่อินกับเรื่องโลกร้อน หรือวันสิ้นโลกพอสมควร
    (ประมาณว่าช่วงนี้จะทำการลงทุนอสังหาที่ไหนนี่คิดถึงเรื่องนี้เป็นอันดับต้น ๆ เลยทีเดียว : P)

    เริ่มฉายโฆษณา 18:00 ออกจากโรงคิดว่าน่าจะเป็นเวลาประมาณ 19:30
    อ้าว กลายเป็น 21:00 ซะงั้น หนังเกือบสามชั่วโมงเลยนะเนี่ย
    น่าจะเป็นแบบที่น้องหมีว่า ว่าหนังเรื่องนี้ได้เปรียบตรงที่สามารถรวมเอามหันตภัยทางธรรมชาติ
    ทั่วสากลโลกมาไว้ที่นี่ที่เดียว แม้จะไม่ต้องเิกริ่นอรัมภบทอะไรมากก็ทำให้น่าตื่นเต้นจากการหนีภัย
    ของพระเอาในช่วงเสี้ยววินาทีสุดท้ายไปได้ซะทุกที

    ออกมามีคำถามสงสัยหลายคำถาม เช่น
    1. เค้าลงไปใต้ดิน เก็บข้อมูลอะไร
    2. ทำไมต้องทำวิจัยเริ่มที่ Yellow Stone
    3. ถ้ามันท่วมธิเบต เกือบถึงยอดเอเวอร์เรสต์ ที่อื่นในโลกไม่จมไปหมดเหรอ
    4. ปธ. ทำไมไม่หนีไป เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ พวกกลุ่มแนวหน้าที่เหลือรอดไปได้

    สุดท้ายคือ "จะทำอะไร หรือ อยู่ที่ไหนถ้ามันอาจจะเกิดขึ้นได้จริง ????

    มีบทสัมภาษณ์นึงในไทยรัฐเกี่ยวกับความเห็นเรื่องนี้ ว่า 2012 คุณอยากทำอะไรในวันสิ้นโลก ?!!?

    ดร.สมิทธ ธรรมสโรช บอกว่า จะไปเนปาล  ผมจะไปภูเขาหิมาลัยแต่ผมจะไม่ตาย



    " แม้ว่าหลักวิทยาศาตร์จะพิสูจน์ไม่ได้แน่ว่าปี 2012 โลกจะแตกอย่างคำทำนายหรือไม่ แต่ส่วนตัวผมว่าปฏิทินที่ชนเผ่ามายันระบุเอาไว้ว่า 2012 จะเป็นวันสิ้นโลกน่าจะเป็นเรื่องจริง  ดังนั้นอีกไม่กี่ปีโลกก็จะแตกเวลาที่เหลือนับจากวันนี้ผมก็ไม่ทำอะไร ผมก็จะเที่ยวไปเรื่อยๆ  ผมจะหาความสุขไปในที่ที่เราไม่เคยไป โดยเฉพาะในเมืองไทย แต่ถามว่าเชื่อไหมว่าโลกจะแตกแล้วคนจะตายหมด เพราะจากหลักของวิทยาศาสตร์แล้ว ถ้าหากโลกจะแตกแบบแผ่นดินไหวและก็แยกออกจากกัน หรือว่าโดนสึนามิถล่ม ผมคิดว่าถ้าแตกในลักษณะแบบนี้ผมจะรอดชีวิต  เพราะจากการศึกษาบางแห่งภัยธรรมชาติที่ร้ายแรงหรือสิ่งที่เราเรียกว่าโลก แตกอาจจะไปไม่ถึงในพื้นที่ที่ราบสูงเพราะว่าน้ำท่วมไม่ถึง หรือไปในพื้นที่ราบอย่างเนปาล ในเทือกเขาหิมาลัยมันไม่มีประวัติของแผ่นดินไหว หรือหากน้ำท่วมเยอะๆ เราก็คงจะอยู่ได้  ซึ่งถ้าโลกจะแตกจริงๆ ผมคิดว่าผมจะไปที่นั่นแล้ว ผมกับครอบครัวก็จะรอดตาย ซึ่งสิ่งที่ผมแนะนำได้ก็คือ อยากให้ทุกคนมีสติ"

    November 16

    อ้อมออกมาคุย

    วันนี้ได้ดูอ้อมมาออกรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย อาจจะเป็นเพราะกระแสของมิวสิกวีดีโอช่วงนี้ที่กำลังดัง
    หลังจากที่ไม่ได้เห็นอ้อมนานมากแล้ว และก็ไม่ได้ติดตามฟังผลงานดีเจของแกเลย
    ช่วงนี้ก็ได้กลับมาเห็นหน้าอ้อมผ่านสื่อโทรทัศน์มากขึ้น หลังจากกลับมาร้องเพลงเก่าของไฮดรา
    จึงมีหลายรายการไปสัมภาษณ์ เช่น ที่นี่หมอชิต หรือแม้กระทั่งวู้ดดี้เกิดมาคุย
     
    สิ่งที่ชอบที่สุดนอกจากการแสดงออกอย่างถึงตัวตนอันแท้จริงอย่างเป็นธรรมชาติแล้ว
    ยังได้ฟังเสียงร้องสด ๆ ของอ้อมที่ต้องการส่งกำลังใจไปให้เพื่อน ๆ ทางบ้าน
     

    หากวันนี้เราล้มลงยังคงลุกขึ้นได้ใหม่
    ก็ยังคงมีหนทางถ้ายังมียิ้มสดใสก้าวไป
    อย่าหวั่นไหวหวาดกลัว
    พร้อมทนทุกข์หมองหม่น
    ผจญความมืดหมองมัว
    ไม่กลัวจะฝันถึงวันใหม่

    * หากวันใดอ่อนแอท้อแท้อย่าหวั่นไหว
    ขอให้ใจไม่สิ้นหวัง
    ปัญหาแม้จะหนัก ก็คงไม่เกินกำลัง
    อย่าหยุดยั้งก้าวไป

    ** ขออย่ายอมแพ้ อย่าอ่อนแอแม้จะร้องไห้
    จงลุกขึ้นสู้ไป จุดหมายไม่ไกลเกินจริง

    ที่สำคัญที่สุดคือ คอนเซปท์การบวชเพื่อเรียนรู้ในช่วงที่ชีวิตไม่ได้มีทุกข์หรือต้องการหนีปัญหา

    November 09

    สังฆทาน ที่พระจะได้ประโยชน์มากที่สุด

    สังฆทาน ที่พระจะได้ประโยชน์มากที่สุด


    รายการ ' จุดเปลี่ยน ' เมื่อวันเสาร์ที่ 14 และ 21 มิถุนายน ที่ผ่านมา (ช่อง 9 เวลา 13.00 น.) ออกอากาศเรื่อง '10 อันดับของสังฆทาน ที่ทำแล้วพระท่านจะได้ประโยชน์มากที่สุด' อันเนื่องมาจากมีการสำรวจของในถังสังฆทานสำเร็จรูป (ถังเหลือง) ที่เห็นวางขายกันอยู่ทั่วไป พบว่า กว่า 50 % เป็นของที่ไม่มีคุณภาพ ใช้งานจริงไม่ได้ เช่น ผ้าจีวรสั้นและบางจนแทบจะเป็นผ้าซีทรู ใบชาเหม็นผงซักฟอกที่วางมาข้างๆ (กลายเป็นใบชารสโอโม่) กระดาษชำระหยาบและมีกลิ่นเหม็น แปรงสีฟันแข็งจนพระค่อนประเทศเป็นโรคเหงือกอักเสบ, สบู่ แชมพู ที่ถวายมีกลิ่นหอมแรง และผสมมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ ทำให้พระผิดศีลต้องปลงอาบัติกันทุกวัน (มีศีลข้อหนึ่งห้ามการประทินผิวและใช้เครื่องหอม ไม่แน่ใจว่าศีลข้อที่ 6,7 หรือ 8 นี่แหละค่ะ) เครื่องชงดื่มมักหมดอายุ ถ่านไฟฉายหมดอายุ แบตเยิ้ม ฯลฯ หรือแม้แต่ตัวภาชนะที่ใส่ คือถัง ก็ยังทำจากพลาสติกคุณภาพต่ำ ใส่อะไรได้แป๊บเดียวก็ฉีก แตก พัง เป็นต้นค่ะ

    รายการจุดเปลี่ยนจึงได้ไปสอบถามพระสงฆ์จำนวนหนึ่ง แล้วจัดอันดับสิ่งของสังฆทาน ตามความจำเป็นในการใช้งาน รวม 10 อันดับ ซึ่งเรียงจากจำเป็นมากสุดไปน้อยที่สุดได้ ดังนี้


    Right-click here to download pictures. To help protect your privacy, Outlook prevented automatic download of this picture from the Internet.
    1. เครื่องเขียน สมุด ปากกา ดินสอ
    เนื่องจากพระสมัยนี้ต้องเรียนพระปริยัติธรรม และจดกำหนดนัดหมายต่างๆ ช่วยจำ บางรูปท่านเป็นเหรัญญิกดูแลค่าใช้จ่าย ยิ่งต้องใช้มาก แต่ไม่ค่อยมีใครถวายเครื่องเขียนเหล่านี้ พระท่านจึงต้องไปเดินหาซื้อเองเสมอ หากเราถวายไป พระท่านจะได้ใช้อย่างแน่นอนค่ะ อันดับ 1 จึงตกเป็นของ 'เครื่องเขียน' ไปอย่างพลิกความคาดหมาย (หรือว่าคุณทายถูกล่ะ ? เอ้อ)

    Right-click here to download pictures. To help protect your privacy, Outlook prevented automatic download of this picture from the Internet.
    2. ใบมีดโกนตราขนนก ( Feather) หรือยี่ห้อ Gillette ยิลเลตต์
    เนื่องจากพระต้องโกนผมทุกวันโกน แต่ใบมีดยี่ห้ออื่น พระใช้โกนผมแล้วเลือดสาด !!! ท่านจึงใช้ได้แค่ 2 ยี่ห้อนี้เท่านั้น อนึ่ง ใบมีดตราขนนกจะคมกว่ายินเลส ใช้ในการโกน?รั้งแรก ส่วนยิลเลตต์จะใช้เก็บความเรียบร้อยอีกครั้ง หากท่านใดถวายใบมีด ก็ได้ชื่อว่า ช่วยไม่ให้พระต้องเสียเลือดเนื้อทุกวันโกน ข้าพเจ้าเห็นว่าได้บุญดีกว่าให้ยาอีกนะท่าน

    Right-click here to download pictures. To help protect your privacy, Outlook prevented automatic download of this picture from the Internet.
    3. ผ้าไตรจีวร ที่มีความย ? วพอที่จะนุ่งห่มได้ มีความหนาพอเหมาะสม
    เพราะผ้าที่ติดมากับถังเหลือง มันทั้งสั้น ทั้งเต่อ ทั้งบาง ทำให้พระท่านลำบากใจเวลาสวมใส่ ขาดความมั่นใจ และเสียภาพลักษณ์ที่ดีของสงฆ์ ผู้ใดถวายผ้าไตรจีวร จึงได้อานิสงส์มากนัก นี่ก็ใกล้จะถึงเทศกาลเข้าพรรษาแล้ว เตรียมผ้าอาบน้ำฝนไปถวายพระกันเถอะนะคะ

    Right-click here to download pictures. To help protect your privacy, Outlook prevented automatic download of this picture from the Internet.
    4. หนังสือธรรมะ สารคดี นิตยสาร หรือที่ให้ความรู้ด้านอื่นๆ
    เนื่องจากพระสงฆ์ มีหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา จึงจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ที่แตกฉาน ทั้งทางธรรม และรู้ทันข่าวสารบ้านเมือง เพื่อจะได้สาธิตยกตัวอย่างให้ชาวบ้านเข้าใจได้แจ่มแจ้ง การถวายหนังสือเหล่านี้ จึงถือเป็นต้นทุนแห่งธรรมทาน ให้พระท่านได้นำไปต่อยอด กระจายสู่ผู้คนได้อีกมาก ทั้งยังถือเป็นการลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยง แถมได้ผลตอบแทนสูง น่าลงทุนเป็นอย่างยิ่ง

    Right-click here to download pictures. To help protect your privacy, Outlook prevented automatic download of this picture from the Internet.
    5. รองเท้า
    (ยกเว้นพระนิกายธรรมยุตต์นะจ๊ะ สังเกตให้ดีล่ะว่าวัดที่เราไป พระท่านใส่รองเท้ากันหรือเปล่า) พระท่านต้องเดินบิณฑบาตร, ธุดงค์, ไปเรียนหนังสือ, ไปกิจนิมนต์ตามที่ต่างๆ, บางรูปต้องทำงานที่ใช้แรงงานในวัด เช่น ก่อสร้าง ทำสวน สิ่งที่ต้องรับภาระหนักก็คือ 'รองเท้า' ที่มักจะขาด เสียหาย อยู่บ่อยๆ นั่นเอง รองเท้าจึงถือเป็นอีก item หนึ่งที่มีความสำคัญอย่างสูง


    Right-click here to download pictures. To help protect your privacy, Outlook prevented automatic download of this picture from the Internet.
    6. ยาหลักๆ ที่จำเป็น
    ยาสามัญประจำบ้าน ยาแก้ปวดหัว ปวดท้อง ยาแก้ไอ แก้ไข้ ลดกรดในกระเพาะอาหาร ยาใส่แผลสด แผลเปื่อย แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลพุพอง เป็นหนอง ผิวหนังอักเสบ เป็นหนอง


    Right-click here to download pictures. To help protect your privacy, Outlook prevented automatic download of this picture from the Internet.
    7. ผ้าขนหนูสีสุภาพ ไม่ต้องสีเหลืองก็ได้
    เพราะผ้าขนหนูที่ติดมากับถังเหลืองมักหยาบ เล็ก และคุณภาพต่ำ จนเอามาใช้ไม่ได้ในชีวิตจริง



    Right-click here to download pictures. To help protect your privacy, Outlook prevented automatic download of this picture from the Internet.
    8. ชุดคอมพิวเตอร์
    อู้วววว ไฮโซไปนิดนึง แต่ถ้าใครรวบรวมเงินได้เป็นกอบเป็นกำอย่างกฐิน ผ้าป่า ก็น่าพิจารณาถวายคอมพิวเตอร์แด่วัดที่ขาดแคลน .. ถ้าเป็นวัดที่อินเตอร์เน็ตเข้าไม่ถึงจะดีมากๆ ค่ะ



    Right-click here to download pictures. To help protect your privacy, Outlook prevented automatic download of this picture from the Internet.
    9. น้ำยาเช็ดพื้น
    เหอ... งงไปเลย พระท่านจะเอาน้ำยาเช็ดพื้นไปทำอะไร ?? เฉลย ก็เอาไปผสมน้ำ ถูกุฏิ ศาลา อุโบสถ ไงจ๊ะ เพราะนอกจากจะช่วยผ่อนแรงในการทำความสะอาด สลายคราบแล้ว บางยี่ห้อยังช่วยฆ่าเชื้อโรคที่อยู่ในมูลนกพิราบ ฉี่หมา ฉี่แมว ฉี่หนู เห็บ หมัด ของหมาวัดได้อีกด้วย

    Right-click here to download pictures. To help protect your privacy, Outlook prevented automatic download of this picture from the Internet.
    10. แชมพู
    พระท่านไม่มีผมแล้วจะเอาแชมพูไป??ำไมเนี่ย แถมยังฮอตฮิตติดท็อปเท็นของที่มีประโยชน์อีกด้วย แซงหน้าไมโล โอวัลติน ชาเขียว ขิงผง สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ทิชชู่ ฯลฯ ที่เห็นสลอนอยู่ในถังเหลืองซะด้วยซี คืองี้ เมื่อพระท่านไม่มีผมมาปกป้องหนังศีรษะเนี่ย ทั้งความร้อน ฝุ่นละออง เชื้อโรคต่างๆ ก็จะเข้าถึงหนังศีรษะของท่านได้โดยตร? แถมการรักษาสมดุลความชุ่มชื้นของหนังศีรษะก็จะเสียไป เพราะไม่มีผมปกคลุม ทำให้หนังศีรษะของพระ มักจะแห้ง และเกิดโรคผิวหนังอยู่เสมอ เช่น ชันตุ เป็นต้น สิ่งที่จะช่วยบรรเทาได้ก็คือ แชมพูยา ที่มีส่วนผสมปกป้องหนังศีรษะ รักษาสมดุล สังเกตง่ายๆ ที่ฉลากจะมีคำว่า 'Scalp' เป็นสำคัญ ยี่ห้อที่เป็นแบบนี้ก็มักจะเป็นพวก แชมพูขจัดรังแค อย่างคลินิค, แพนทีน, Head & Shoulder, ไนโซรัล เป็นต้น แต่น่าเศร้าใจ ที่ไม่มีใครถวายแชมพู พระท่านจึงจำต้องใช้สบู่แก้ขัด ซึ่งทำให้ยิ่งคันหัว ศีรษะแห้งไปกันใหญ่ ดังนั้นจึงขอท่านโปรดจำไว้ ว่าเราควรซื้อแชมพูไปถวายพระ แต่ก็เลือกสูตรกันนิดนึงนะคะ ให้เป็นสูตรดูแลหนังศีรษะ เพราะถ้าเกิดเราเลือกสูตร 'เพื่อผมนิ่มสลวยดำเงางาม' ไปถวายท่าน... ท่านอาจเข้าใจผิด คิดว่าเราแซวได้ค่ะ

    การทำสังฆทาน นอกจากจะถวายเป็นสิ่งของแล้ว อีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ การบริจาคเงินให้กับโรงพยาบาลสงฆ์ เพื่อช่วยเหลือพระภิกษุที่อาพาธค่ะ หวังว่าข้อมูลนี้คงจะเป็นประโยชน์ ทั้งกับท่านพุทธศาสนิกชนที่มีจิตกุศลต้องการทำสังฆทาน และกับพระภิกษุสามเณร ผู้รับสั?ฆทาน ที่เป็นเนื้อนาบุญของโลก และเป็นผู้ที่จะสืบทอดพระพุทธศาสนาของเราต่อไปค่ะ

    ถ้ามีโอกาส ขอความกรุณาส่งต่อ Forward

    Credit: demainza จาก www.fwdder.com
    November 06

    วันนี้เกี่ยวข้าวเสร็จ

    วันนี้เกี่ยวข้าวเสร็จ และต้องเอาไปตากด้วย ก่อนเอาไปเก็บ
    ที่นา 5 ไร่ ใช้รถเกี่ยวแค่ประมาณหนึ่งชั่วโมง เสียตังค์ไป 2,400 บาท
    ได้ข้าว 30 กระสอบ หักต้นทุนค่าทำ ได้กำไร 20,000 คิดเป็น 10% ของเงินลงทุนค่าที่ดิน
    รวมค่าที่ที่เพิ่มขึ้นอีก ก็คือได้ไม่ต่ำกว่า 15% / ปี
    แต่คิดไปคิดมา  ทำโรงสีคุ้มกว่า ไม่ต้องเสี่ยงไรเลย    - -"'
    November 03

    ที่อยู่-ที่ทำกิน

     

    "หากหารจำนวนที่ดินของประเทศไทยทั้งหมดที่ประชาชนมีสิทธิพึงมี ประชาชนควรจะมีที่ดินคนละ 5 ไร่ ในขณะที่เมื่อหักพื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าออก เหลือพื้นที่เอกสารสิทธิเท่านั้น ประชาชนพึงจะมีที่ดินคนละ 2 ไร่เท่านั้น เมื่อผมพูดแบบนี้ หลายคนบอกว่าผมคิดแบบคอมมิวนิสต์ แต่หากไม่ทำเช่นนี้ ก็ควรมีความเท่าเทียมของสิทธิพื้นฐานของประชาชน...” ...นี่เป็นเสียงสะท้อนของ ประยงค์ ดอกลำใย ผู้แทนเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ต่อกรณี “ปัญหาที่อยู่อาศัย-ที่ดินทำกิน” ของคนไทย
       
    เป็นเสียงที่เกิดขึ้นในงานสัมมนา “บทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อ    เร็ว ๆ นี้ เนื่องในโอกาสงานสมัชชาการจัดการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินโดยขบวนชุมชนและท้องถิ่น วันที่อยู่อาศัยโลก โดย พอช. หรือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับคณะอนุกรรมการพัฒนาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงเข้มแข็งของชุมชนเมืองและชนบท ภายใต้คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ
       
    ในงานสัมมนางานนี้ มีผู้แทนทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรชุมชนทั่วประเทศ เข้าระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของปัญหาที่ดินทำกิน และแนวทางการแก้ไขปัญหา เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอแก่รัฐบาล
       
    ข้อมูล-ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในงานนี้ถือว่าน่าสนใจ
       
    และกับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายก็น่าสนใจเช่นกัน...
       
    ทั้งนี้ ในส่วนของผู้แทนเครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯ ยังได้มีการตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาเรื่องของที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยในเมืองไทยเป็นปัญหาในเชิง “โครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม” ซึ่งแนวทางแก้ไขจะเชื่อมโยงถึง “กฎหมายภาษีที่ดิน” ที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลปัจจุบันระบุว่าจะมีการยกเครื่อง...แต่ตอนนี้ก็เงียบ ๆ ไป พร้อมกันนี้ก็มีการอ้างอิงถึงงานวิจัยของ ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่พบว่า.....
       
    ประเทศไทยมีที่ดินที่มีเอกสารสิทธิถูกต้องราว 130 ล้านไร่ ซึ่งในจำนวนนี้ เกือบ 100 ล้านไร่ เป็นของคนกลุ่มเล็ก ๆ คือประมาณร้อยละ 10 ของประเทศ หรือ 6.5 ล้านคน ขณะที่คนอีก ราว 60 ล้านคน จะต้องใช้ชีวิตอยู่บนที่ดินเพียง 30 ล้านไร่ ซึ่งจุดนี้คือต้นตอปัญหาคนจนไม่มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย !!
       
    กับข้อเสนอเชิงนโยบายในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ที่เสนอแก่รัฐบาล ที่ได้จากการระดมความคิดเห็น แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ... กลุ่มที่ 1 บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้อเสนอได้แก่... ออกกฎหมายกระจายอำนาจที่ประชาชนมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหา, รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนส่งถึงกระทรวงมหาดไทย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, ปฏิรูป ปรับปรุง แก้ไข กฎระเบียบ-กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหา เช่น กฎหมายควบคุมอาคาร ระเบียบการจัดหาที่ดิน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาทำได้ง่ายขึ้น
       
    กลุ่มที่ 2 แนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินและการใช้ที่ดินสาธารณะและที่ดินรัฐ เพื่อที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ข้อเสนอแนะได้แก่... ประชาชนลุกขึ้นมาทำจริง และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม เกิดการรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง, จัดทำฐานข้อมูลร่วมกัน ทั้งฐานข้อมูลแต่ละครัวเรือน เพื่อนำสู่การจัดทำโฉนดชุมชน, การแก้ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 และ พ.ร.บ.ป่าสงวน พ.ศ. 2505 ประสานงานร่วมกันระหว่างภาคประชาชน ท้องถิ่น และท้องที่
       
    กลุ่มที่ 3 กองทุนเพื่อที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน ข้อเสนอแนะได้แก่... สนับสนุนการจัดตั้ง กองทุนที่ดินที่อยู่อาศัยระดับชุมชน ให้เป็นรูปธรรม บริหารจัดการโดยชุมชนเป็นตัวตั้ง, องค์กรปกครองท้องถิ่นสนับสนุนกองทุนโดยคำนึงถึงปัญหา แบ่งรายได้เข้ากองทุน, จัดตั้ง กองทุนธนาคารที่ดินที่อยู่อาศัยระดับชาติ งบประมาณมาจากการสมทบกันของรัฐบาลกลางและท้องถิ่น ซึ่งเบื้องต้นอาจเริ่มจากเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจ พอช. ที่เป็นหน่วยประสาน-ดำเนินการยุทธศาสตร์เพื่อแก้ปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของเกษตรกร แล้วจึงพัฒนาเป็นกองทุน
        
    ทั้งนี้ การมีส่วนร่วมของชุมชนและท้องถิ่น ต้องริเริ่มจากชุมชนเอง และชุมชนทำงานร่วมกับองค์กรท้องถิ่น โดยมีเครื่องมือสำคัญในการจัดการปัญหา 4 เรื่องคือ... 1.มีการสำรวจข้อมูลที่ดินและการใช้ประโยชน์ที่ดิน 2.มีการจัดการที่ดินร่วมกันหรือโฉนดชุมชนเพื่อให้เป็นที่ดินของกลุ่ม/องค์กรชุมชน 3.ท้องถิ่นมีอำนาจออกกฎหมายท้องถิ่นในการจัดการแก้ไขปัญหา 4.จัดตั้งกองทุนที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินในทุกท้องถิ่น
       
    เหล่านี้เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายโดยสรุป เพื่อการ “แก้ปัญหาที่อยู่อาศัย-ที่ดินทำกิน” ของคนไทย เพื่อบรรเทาปัญหาที่ผู้แทนเครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯมองว่า ต้นตอสำคัญส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดกฎหมายควบคุม ด้วยเหตุผลคือเกรงจะกระทบต่อการลงทุน จนเกิดการกว้านซื้อที่จากคนจนโดยคนรวย บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ซื้อที่ในราคาถูกแล้วปั่นขายในราคาสูงลิบลิ่ว ซึ่งคนจนไม่สามารถเอื้อมถึง จนเกิดประเด็น-จนเกิดคำถามที่ว่า.....
       
    “ปัจจุบัน วิธีที่คนจนสามารถจะมีที่ดินทำกินคือ...รุกพื้นที่ป่า !! วิธีที่คนจนจะมีที่อยู่อาศัยคือ...กู้หนี้ยืมสินมาซื้อบ้านแล้วผ่อนชำระ 20-30 ปี แต่ขอถามหน่อยว่า... ครอบครัวเกษตรกรจะต้องเพาะปลูกอะไรถึงจะมีเงินผ่อนบ้านที่อยู่กันได้อย่างเพียงพอ ซึ่งในปัจจุบันมีราคาเป็นหลักล้าน ??”.

    Source: ข่าว MSN http://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=289755&ch=hn

    ปล. ดีใจที่เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่มีที่ดินสำหรับปลูกข้าวกิน (พูดง่ายๆ ว่าไม่ต้องซื้อข้าวกิน)
    อีกประมาณห้า หกวัน ข้าวในนาก็สุกพร้อมเกี่ยวแล้วจ้า!!!!

    October 22

    VI เบอร์ 1 ของเมืองไทย “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร”

     VI เบอร์ 1 ของเมืองไทย “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร”

    nivete

    สำหรับเซียนคนนี้ ต้องถือว่าค่อนข้างที่จะฉีกแนวไปจากชื่อคอลัมน์ เพราะเขาได้ประกาศจุดยืนที่ชัดเจนมากว่าจะเป็น “เต่า” ซึ่งถือได้ว่าเป็นคนละสายพันธุ์ คนละสปีชีส์ และคนละไฟลั่มกับ “เสือ” แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ผีมือที่ฝากไว้ได้เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนแล้วของทั้งในและนอกวงการ คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากสำหรับ Value Investor (VI) เบอร์ 1 ของเมืองไทยคนนี้..เชิญพบกับชีวิต แนวคิดการลงทุนและวิธีคิดของ ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ได้ ณ บัดนาว

    จากวิศวกรสู่โลกการเงิน
    ก่อนหน้าที่จะเข้าสู่วงการนี้ผมเป็นวิศวกรมาก่อนเพราะเรียนจบจากวิศวะจุฬาฯ ซึ่งถือว่าห่างจากโลกการเงินเยอะ แต่พอเรียนจบปริญญาเอกก็เริ่มต้นทำงานที่ บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรม หรือ IFCT ซึ่งเป็นสถาบันการปล่อยกู้และมีส่วนร่วมในการบุกเบิกตลาดทุน พอตลาดหลักทรัพย์เริ่มบูมขึ้นมาก็ได้ย้ายมาอยู่ที่ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ (บงล.) นวธนกิจ อยู่ในส่วนงานวานิชธนกิจที่จะนำบริษัทจดทะเบียนเข้าตลาดฯ ระหว่างนั้นก็มีโอกาสได้เล่นหุ้นบ้างแบบว่าได้กำไรมาก็ขายไป แต่ก็ไม่ได้แอ็คทีฟมาก และก็ไม่ได้สั้นถึงขนาดเป็นเดย์เทรดเป็นระยะกลาง-สั้น ถือประมาณ 1-2 เดือน ตอนนั้นราวปี 2537-2538 เป็นช่วงที่หุ้นกำลังคึกคักและทุกคนเข้ามาเล่นกัน ซึ่งก็เป็นลักษณะของการที่เล่นเป็นงานอดิเรก ไม่ได้อิงการวิเคราะห์ตัวหุ้นซักเท่าไหร่ อาศัยดูจากสภาพตลาดโดยรวมเป็นหลักมากกว่าซึ่งก็จะซื้อหุ้นประเภทที่ผันผวนตามตลาด

    หลบภัยกลายเป็นวีไอ
    พอปี 2539-2540 เกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจจึงย้ายไปทำงานอยู่ดีแทคระยะหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้แอ็คทีฟงานอะไรมาก เป็นช่วงที่ค่อนข้างรีแลกซ์เสียมากกว่า มีเวลาทบทวนบทบาทของตัวเองเยอะ จึงกลายมาเป็น วีไอ (Value Investor) เต็มตัว และเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นนักเขียน ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่ตลาดหลักทรัพย์เงียบเหงามาก เป็นช่วงที่ทุกคนหยุดหมด ที่เปลี่ยนสไตล์การลงทุนมาเป็นแบบวีไอ เพราะตอนนั้นผมเริ่มศึกษาแบบจริงๆ จังๆ จึงเห็นว่าแนวนี้เป็นอะไรที่ค่อนข้างจะปลอดภัย และเห็นโอกาสที่หุ้นลงมาเยอะจาก 1700 จุด อีกทั้งช่วงนั้นก็กำลังตกงานไม่มีรายได้ประจำ ลูกก็ยังเล็ก ภรรยาก็ไม่ได้มีรายได้ประจำ จึงต้องการลงทุนเพื่อหารายได้ในอนาคต

    หนทางสองหมื่นลี้ต้องเริ่มที่ก้าวแรก
    เรื่องการลงทุน ผมลงไปเต็มตัว 100% ตอนดัชนีฯ อยู่ประมาณ 800 กว่าจุด ราวปลายปี 2540 (ตอนนั้นประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท) จุดหลักก็คือผมไปเห็นหุ้นบางตัวที่มีราคาลงมาเยอะมากและไม่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยกำไรและเงินปันผลไม่ได้ลดลงเลย ในขณะที่บางตัวกลับสวนทางดีขึ้นด้วย อย่างเช่นหุ้นส่งออก เป็นต้น ซึ่งได้ผลบวกจากการที่ค่าเงินบาทอ่อนลง การที่เข้าไปซื้อก็เน้นตัวธุรกิจจริงๆ ไม่ได้หวังกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น เพราะหุ้นตัวที่ซื้อราคานิ่งมากวอลุ่มก็ไม่ค่อยมี คนที่เล่นหุ้นตอนนั้นหวังกำไรจาก Capital Gain คงยาก หวังได้อย่างเดียวคือเงินปันผล ก็เลยทยอยเก็บหุ้นไปเรื่อยจนเงินหมดโดยไม่รู้ตัว..ซึ่งตอนนั้นมีเริ่มต้นประมาณ 10 ล้านบาท

    เทใจให้เต็ม 100
    ถึงแม้ว่าจะลงทุนเต็ม 100% ตอนนั้นก็ไม่ได้มีแผนสำรองว่าถ้าหากผิดพลาดขึ้นมาจะทำอย่างไร แต่เชื่อมั่นว่าหุ้นแต่ละตัวที่ซื้อมานั้นแข็งแกร่งและโอกาสที่จะขาดทุนมีน้อยมาก แถมยังมีการกระจายการลงทุน 7-10 ตัว อาทิ TF, WACOL, SSC, APRINT เป็นต้น ซึ่งทำให้โอกาสที่จะพลาดจึงต่ำลงไปอีก แต่ถ้าเกิดพลาดขึ้นมาก็คงจะไม่พลาดแบบหายนะ อาศัยจากปันผลก็ยังทำให้อยู่ได้ ต้องยอมรับว่าความโดดเด่นของเครือสหพัฒน์ฯ ตอนนั้นคือ ไม่มีหนี้ เพราะเคยเจอวิกฤติการลดค่าเงินบาทสมัยป๋าเปรม จึงไม่มีการไปก่อหนี้ต่างประเทศ และจริงๆ คือไม่ก่อหนี้เลย ทำให้มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง และตัวธุรกิจของเขาคือ คอนซูมเมอร์โปรดักส์ การที่ถึงแม้ประชาชนจะลดการใช้จ่าย แต่จะไม่ลดพวกนี้หรือลดน้อย เช่น มาม่า ตอนเกิดวิกฤตแล้วยอดขายกลับดีขึ้น หลังจากนั้นดัชนีหุ้นก็ลงต่อจาก 800 จุดมาที่ 200 กว่าจุด แต่พอร์ตของผมกลับสวนทางขึ้นมีกำไร และหากเทียบกับดัชนีฯ วันนี้ก็ถือได้ว่าลงมาครึ่งหนึ่งของเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่พอร์ตของผมก็โตมาได้หลายสิบเท่า ซึ่งก็ถือว่าวิธีแบบนี้สามารถทนทานต่อภาวะตลาดได้

    หัวใจหุ้นคุณค่า
    ประเด็นสำคัญของหุ้นที่ผมเลือกซื้อคือ ต้องดูว่า 1) รายได้ไม่ลด 2) กำไรไม่ลด 3) หนี้ไม่มี 4) ความเสี่ยงที่จะเกิดจากความต้องการสินค้าน้อยลงมีน้อยมาก 5) ราคาต่ำแต่มีเงินปันผลจ่ายสูง และ 6) ต้องมีจุดแข็งทางด้านการตลาด โดยมีมาร์เก็ตแชร์เป็นอันดับ 1 และเป็นผู้นำอย่างโดดเด่นซึ่งทิ้งห่างเบอร์ 2 จากหลักทั้งหมดนี้ทำให้ความเสี่ยงเฉพาะของหุ้นแต่ละตัวมีน้อยมาก และถ้ามีเป็นพอร์ตโฟลิโอ ความเสี่ยงมันก็จะลดลงอีกหลายเท่า เพราะฉะนั้นผมเลยรู้สึกว่าความเสี่ยงอันนี้รับได้เลย แม้กระทั่งถึงขั้นไม่มีงานทำก็รับได้ และคิดว่าในที่สุดแล้วเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวหุ้นพวกนี้ก็จะดีขึ้นอีก ก็เลยค่อยๆ ซื้อไป อย่างวิกฤตในปัจจุบันนี้นักลงทุนก็ต้องหาหุ้นที่ว่า ในที่สุดมันต้องกลับมาและธุรกิจที่ซื้อก็ต้องได้ประโยชน์โดยตรงชัดเจนไม่มีใครมาแย่ง

    จากยุ่งกลายเป็นรุ่ง
    ความจริงซื้อไปใหม่ๆ ก็กำไรไม่เยอะนะ ช่วงนั้นยังอยู่ในภาวะวิกฤต หุ้นยังลงต่ออยู่ จาก 800 จุดเหลือ 200 จุด แต่หุ้นที่ผมเลือกไม่ตกเลย แต่ปรับขึ้นตลอด ช่วงแรกๆ ก็ขึ้นสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ แต่พอเศรษฐกิจเริ่มฟื้นก็ปรับขึ้นทีละหลายสิบเปอร์เซ็นต์ตลอดเลย และก็ต่อเนื่องมาเป็น 10 ปี ซึ่งถ้าเทียบแบบปีต่อปี ก็มีเพียงปี 2546 ที่มูลค่ารวมของพอร์ตปรับลดลงจากปีก่อนหน้า ทั้งนี้เพราะปี 2545 ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นไปกว่า 100% ส่วนปีนี้ (2551) คาดว่าจะเป็นปีที่ 2 ที่ทำให้ผลตอบแทนในพอร์ตของผมลดลง หมายถึงว่าไม่ขยายตัวจากปีก่อนหน้า เพราะที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตมาโดยตลอด

    ถือหุ้นแบบวีไอ
    โดยเฉลี่ยหุ้นที่ถืออยู่ก็ประมาณ 4-5 ปี แม้ว่าตอนซื้อมาไม่ได้มีเป้าหมายว่าจะถือตลอดไป แต่ก็ไม่ได้มีเป้าหมายว่าจะขายเมื่อไหร่เหมือนกัน เมื่อซื้อมาแล้วก็ติดตามไปเรื่อยๆ อันแรกก็ติดตามฐานะทางการแข่งขันและการตลาดก่อน จากนั้นก็ค่อยไปดูฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน ดูพัฒนาการไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเราเห็นว่ามีพัฒนาการตกต่ำลงจึงค่อยขายออกไปอย่างเช่น หุ้นเสริมสุข (SSC) ที่หลังๆ ก็นิ่งมากและไม่มีอะไรใหม่ๆ ออกมา พฤติกรรมผู้บริโภคก็เริ่มเปลี่ยนไปหาเครื่องดื่มสุขภาพมากขึ้น ผลการดำเนินงานก็ลดลงก็เลยขายไป เพื่อเล่นตัวอื่นที่มาแรงกว่า ถูกกว่า ผลการดำเนินงานดีกว่า ซึ่งก็คือการสวิตช์ ทั้งนี้ก็ต้องมีการประเมินอยู่ตลอดเวลา และในช่วงตลอดเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมาไม่เคยคิดที่จะขายเพื่อเก็บเงินสด คือก่อนจะขายจะต้องมีตัวใหม่มาเปรียบเทียบก่อน ถ้าตัวใหม่เปรียบเทียบแล้วดีกว่าจึงจะขายตัวเก่าและซื้อตัวใหม่

    ต้องติดตามและจินตนาการ
    จริงๆ การติดตามเกี่ยวกับข้อมูลและข่าวสาร ผมว่ามันอยู่รอบตัวเลย อย่างเช่น พออ่านหนังสือพิมพ์แล้วก็วิเคราะห์ไปเรื่อยๆ สถานการณ์เป็นอย่างนี้แล้วจะกระทบกับตัวบริษัทอย่างไร จากนั้นก็ลงไปดูในท้องตลาด เป็นการวิเคราะห์จากสภาพแวดล้อมซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ผมจะติดตามดูผลิตภัณฑ์ของบริษัทสม่ำเสมอ ยอดขาย ความรับรู้ของผู้บริโภค การขยายตัวเป็นอย่างไร ซึ่งเราไม่รู้สึกเลยว่าเป็นการทำงาน นอกจากนี้ก็ยังอ่านหนังสือเกี่ยวกับการลงทุน หนังสือเกี่ยวกับธุรกิจอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็เป็นเท็กซ์บุ๊ค แล้วก็นำทั้งหมดมาวิเคราะห์เข้ากับสถานการณ์ในเมืองไทย หรือเรียกว่าจินตนาการ ซึ่งก็ถือได้ว่าทำเป็นประจำทุกวัน ส่วนใหญ่จะทำเวลาออกกำลังกาย เช่น จ็อกกิ้งไปคิดไป รวมถึงยังมีการเก็บข้อมูลทางการเงินจากงบที่ประกาศ แล้วก็รวบรวมตัวเลขพวกนี้เก็บไว้ในสมุด ตัวไหนที่น่าสนใจก็เก็บไว้ในจอเรดาร์ จดว่าแต่ละไตรมาสข้อมูลเป็นอย่างไร พัฒนาการเป็นอย่างไร แล้วก็จะนำพวกนี้ไปใส่จินตนาการเหมือนกัน

    ตัดสินใจซื้อหุ้น
    จากที่สะสมจากจินตนาการเป็นเวลาหลายเดือนบางทีไม่ได้ซื้อหุ้นซักตัว แล้วพอมาถึงวันหนึ่งก็สรุปว่าถึงเวลาที่จะซื้อแล้วก็ซื้อเก็บเอาไว้ อย่างบางปีซื้อหุ้นแค่ 1-2 ตัวแค่นั้นเอง ไม่ใช่ซื้อหลายๆ ตัวแบบเบี้ยหัวแตก ส่วนจำนวนการซื้อตอนนี้ถ้าคิดว่าซื้อไม่ถึง 5% ของพอร์ตก็จะไม่อยากซื้อเพราะน้อยเกินไป เพราะถ้าหุ้นขึ้นเยอะๆ ก็ไม่ได้เป็นเงินอะไรมาก ฉะนั้นหลังๆ จึงเน้นไปเป็นแบบ โฟกัสอินเวสเมนท์ มากขึ้น คือถ้าซื้อน้อยเกินไปก็อย่าไปซื้อมันเลย มันจะดีจะอะไรช่างหัวมันเหอะ ต่อให้มันกำไร 100% ก็ไม่ได้สร้างความแตกต่างให้พอร์ตเรา สำหรับปัจจุบันในพอร์ตมีหุ้นอยู่ประมาณ 10 กว่าตัว แต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นหุ้นใหญ่ทุกตัว เพราะมีเหตุผลในการซื้อที่แตกต่างกัน

    สภาพคล่องมีผลต่อการตัดสินใจ
    การสะสมหุ้นจาก 0% ถึง 5% ใช้เวลาไม่นานมาก บางทีก็แค่อาทิตย์หรือสองอาทิตย์ก็ซื้อเสร็จแล้ว ส่วนเรื่องของสภาพคล่องนั้นแต่เดิมที่เป็นพอร์ตเล็กก็จะไม่ดู เพราะเราเงินนิดเดียวก็ซื้อไปได้เรื่อย ทุกตัวมีสภาพคล่องหมดในสายตาเรา แต่ถึงวันนี้มันมีผลเพราะถ้าสภาพคล่องน้อยเกินไป ถึงอยากซื้อก็ซื้อไม่ได้ ซื้อไปแล้วราคาก็วิ่งขึ้นไปก่อนที่เราจะเก็บได้เยอะๆ หรือเวลาขายก็ขายลำบาก ซึ่งไม่คุ้ม เพราะฉะนั้นหลังๆ สภาพคล่องก็เป็นปัญหาเหมือนกัน

    ไม่ต้องกลัว…ถ้าเป็นหุ้นดี
    อย่าง STANLY ในตอนนั้นเป็นไปตามสตอรี่ของผมเป๊ะเลย เพราะสำหรับเมืองไทยรถยนต์ถือได้ว่ามีความจำเป็น ก่อนวิกฤติมียอดขาย 6-7 แสนคัน แต่พอเจอต้มยำกุ้งยอดขายมันตกลงมาเหลือแสนกว่าคัน ซึ่งผมรู้ว่าอย่างไรมันต้องกลับมาเพราะเศรษฐกิจตอนนั้นมันวิกฤต คนจึงชะลอการซื้อออกไปปี-สองปียังพอได้ และผมรู้ว่า STANLAY ผลิตแผงไฟหน้าซึ่งจำเป็นกับทุกคัน ด้วยราคาที่ตกลงมาเยอะแต่หนี้ของบริษัทก็ไม่ได้เยอะ เป็นบริษัทที่ Well manage เป็นบริษัทที่มีความแข็งแกร่งสูงมากทางด้านการผลิต ผมก็ซื้อไป พอเศรษฐกิจเริ่มฟื้นและในช่วงหลังมีเรื่องของการส่งออกด้วยทำให้ได้กำไรหลายสิบเท่า ซึ่งผมก็ขายไปหลายปีแล้ว อันนี้ก็เป็นตัวอย่างว่าถ้าสตอรี่เป็นไปตามที่คิดราคามันก็จะไป แม้ว่าตอนซื้อใหม่ๆ มันจะไม่เป็นไปตามที่คิด เพราะผมซื้อก่อนที่ตัวเลขมันจะเหลือแสนกว่าคันด้วยซ้ำไป…แต่ว่าในที่สุดมันก็กลับมา

    การลงทุนไม่มีอะไร 100%
    ส่วนใหญ่ซื้อมาตอนแรกก็ไม่ค่อยขายหรอก ต้องผ่านไประยะหนึ่งจนเห็นว่าผลการดำเนินงานหรือว่าธุรกิจของเขาไม่สอดคล้องความคิดของเราที่จินตนาการไว้ก่อนหน้านี้ อย่างน้อยๆ ต้องใช้เวลาดูอยู่หลายไตรมาส แม้ราคาหุ้นจะมีการปรับตัวลงแต่ตราบใดที่มองไปในอนาคตแล้วยังเป็นไปตามที่เราคิดก็จะไม่ขาย รอว่าเมื่อไหร่จะกลับมา การลงทุนไม่มีอะไร 100% บางทีอาจจะมีอะไรที่เราไม่รู้แต่คนอื่นรู้ทำให้ราคาหุ้นมันลง อย่างนี้เราต้องระวัง จริงๆ แล้วผมจะมองไม่ค่อยผิด เพราะถ้ามองผิดแล้วจะอันตรายมาก เพราะซื้อเยอะ แต่จะชี้ให้เห็นว่าบางครั้งสิ่งที่คุณคาดอาจจะไม่เป็นไปอย่างที่คิด ด้วยเหตุที่สุดวิสัยก็ได้ มันไม่ใช่ว่ามองผิดหรอก แต่ธุรกิจมันเป็นอะไรที่ Dynamic มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

    ธุรกิจมันเป็นอะไรที่ Dynamic
    ครั้งหนึ่งผมเคยซื้อหุ้นพิซซ่า ฮัท หรือ MINT ในปัจจุบัน ตอนนั้นผมชอบมากเพราะกิจการเติบโตเร็วมาก บริหารดี ธุรกิจหลายอย่างก็ดี พอผมซื้อไปทุกอย่างที่คาดไว้ไม่ผิดหรอก แต่ที่ไม่คาดฝันก็คือบริษัทโดนฝรั่งเอาแฟรนไชส์คืน ผมก็กลัวเลยเพราะตอนนั้น พิซซ่า ฮัท เป็นสัดส่วนรายได้ที่ใหญ่มากของบริษัท เป็นตัวหลักและผมก็เลยคิดว่าเขาคงแย่แน่เพราะคิดว่าสินค้าตัวนี้ต้องอาศัยชื่อ อันนั้นเป็นความเข้าใจผิดของเรา แต่หลังจากนั้นเขาสามารถสร้างแบรนด์ใหม่เป็นเดอะพิซ่า คอมพานี ขึ้นมา แต่ผมขายหุ้นไปแล้วเพราะนึกว่าสตอรี่มันเปลี่ยน ซึ่งราคาหุ้นมันก็ขึ้นมาตอนหลังอีกเป็นสิบเท่า ซึ่งผมไม่ได้อะไรเลย แต่ถ้าผมไปคิดใหม่ ถ้ามีประสบการณ์เหมือนวันนี้ผมจะไม่ขาย เพราะแบรนด์ก็ไม่ใช่สิ่งเดียวที่จะทำให้บริษัทอยู่รอดปลอดภัย มันยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ผสมกัน เช่น การผลิต พนักงาน สถานที่ ผู้บริหาร แต่ว่าตอนนั้นเราค่อนข้างจะอิงกับแบรนด์

    เล่นหุ้นสัมปทาน..ไม่ใช่ของกล้วยๆ
    สำหรับหุ้นสัมปทานที่บางคนอาจจะมองว่ามีรายได้ที่แน่นอนนั้น พวกนี้มันมักจะมีปัญหาเรื่องตัวสัมปทานว่าถ้าหมดอายุจะทำอย่างไร แต่ผมจะสนใจในแง่ที่ว่าถ้าราคาถูกมากแล้วสัมปทานที่มีอยู่เพียงพอ อันนั้นก็เป็นการลงทุนอีกแบบหนึ่งที่มีความเสี่ยงต่ำและได้ผลตอบแทนที่สมเหตุสมผล แต่ไม่ใช่หุ้นที่เราตั้งใจว่าจะอยู่กับมันจนตาย หุ้นพวกนี้ส่วนใหญ่จะมีสถานะทางการตลาดที่มั่นคงมากทำให้รายได้สามารถคาดการณ์ได้แน่นอน ซึ่งตรงนี้ก็เป็นเงื่อนไขที่สำคัญมากของผม ถ้าจะลงทุนรายได้และกำไรจะต้อง Very Predictable และถ้า Growth ได้ก็จะยิ่งดี แต่ว่าสัมปทานหลายตัวก็ไม่ได้กำไรเพราะจ่ายค่าสัมปทานเยอะ แต่ก็มีอีกหลายตัวที่สามารถทำกำไรได้ดี

    ทองแท้หรือตะกั่ว
    การพิสูจน์ง่ายนิดเดียวที่จะรู้ว่าสัมปทานที่ได้มานั้นดีหรือไม่ต่อบริษัท ก็ให้ไปดูกำไร ดูรายได้ที่ผ่านมาในช่วงหลายปี ตรงนี้จะชัดเจนเลย ถ้าเขากำไรต่อเนื่องมาตลอดแสดงว่าสัมปทานตัวนี้ทำกำไร แต่ถ้าขาดทุนมายาวนานก็แสดงว่าสัมปทานนั้นเป็นสัมปทานที่ไม่มีค่า แล้วค่อยมาดูกันอีกทีว่าจะให้ค่าหรือราคามันเท่าไหร่

    ไม่ดูอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน
    ในการลงทุนโดยปกติผมไม่ดูอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) เลย แต่จะไปดูที่ยอดหนี้เลยว่ามีกี่ล้าน แล้วมาดูเปรียบเทียบว่าหนี้ตรงนั้นมันสูงเกินฐานะทางธุรกิจหรือเปล่า มันจะมีความเสี่ยงที่จะล้มละลายมากน้อยแค่ไหน อย่างเช่น ธุรกิจโรงไฟฟ้าพวกนี้ถึงจะมีหนี้แต่ก็ไม่ใช่ปัญหามาก เพราะมีกระแสเงินสดแน่นอนเข้ามาหล่อเลี้ยง แต่บางบริษัทรายได้ไม่แน่นอนถึงจะมี D/E แค่ 1 เท่า แต่ถ้าเกิดพลาดขึ้นมามันหมายความว่าอาจจะเป็นอะไรไปหรือมีปัญหาก็ได้ เพราะฉะนั้นหนี้ของแต่ละบริษัทมีผลกระทบไม่เท่ากัน ดังนั้นการมองจึงต้องเทียบหนี้กับความมั่นคงของกระแสเงินสด

    ไม่สนบทวิเคราะห์
    บอกตามตรง แทบจะไม่ได้ดูเลย แม้บทวิเคราะห์จะมีรายละเอียดเยอะเพราะเขาทำงานแบบเต็มเวลา แต่ว่าส่วนใหญ่จะเป็นการวิเคราะห์แบบระยะสั้น เน้นแค่ไตรมาสหน้าหรือปีหน้าเท่านั้น ซึ่งเขาจะไม่สนใจเรื่องจุดแข็งของผลิตภัณฑ์ของบริษัท ทำให้ผมรู้สึกว่าอันนี้ไม่ตรงกับวิธีการของผม เพราะเรามองระยะยาว 4-5 ปีข้างหน้าและมองความเสี่ยงเยอะ เช่น ความเสี่ยงที่คู่แข่งจะเข้ามาแย่ง ความเสี่ยงที่จะไม่เป็นไปตามเป้าและปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย แต่โบรกเกอร์จะมองสั้นและไม่ค่อยสนใจเรื่องความเสี่ยง

    ลงทุนหุ้นก็ปลอดภัยได้..ถ้าเลือกให้ถูก
    การฝากเงินมันปลอดภัยในแง่ของการรักษาเงินต้นเท่านั้นเอง แต่ว่าการลงทุนหุ้นถ้าเราเลือกถูกมันก็ปลอดภัยเหมือนกัน..แต่ผลตอบแทนจะได้มากกว่า หลังจากที่ได้เริ่มลงทุนวันนั้นแล้ว ผมก็ยังมีเงินเติมเข้าไปตลอดเวลา ทำงานมีรายได้อะไรมาก็ลงกลับเข้าไป เพราะเรารู้สึกว่าต้องใช้มันไปทำงาน มีเงินเป็นไม่ได้ต้องลงทุน โดยไม่สนใจคำว่า Market Timing ผมลงทุนในหุ้นเกือบ 100% เก็บเป็นเงินสดไม่ถึง1% จากจุดเริ่มต้นถึงวันนี้พอร์ตผมเพิ่มขึ้นมาแล้วเกือบ 20 เท่า ในรอบระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมาดัชนีมีลงอยู่ 5 ปี ในปีที่ดัชนีลงเราก็ไม่ลง แต่ดัชนีขึ้นเราก็ขึ้นด้วย เพราะเราก็พยายามเลือกตัวที่ Outperform หมายความว่าในช่วงที่ตลาดลงของเราไม่ลดด้วยแต่เวลาขึ้นของเราต้องขึ้นดีกว่าตลาด

    นอร์มินีชื่อ “เพาพิลาส”
    หุ้นผมเกือบทั้งหมดอยู่ในชื่อภรรยา (เพาพิลาส) เพราะมีสมัยหนึ่งที่ตกงานไม่อยู่เป็นที่ต้องไปโน่นไปนี่ และสมัยก่อนต้องมีการตัดเงินชำระบัญชี ต้องมีคนคอนเฟิร์ม โบรกเกอร์ต้องมาให้เซ็นอะไรก็จะยุ่งยาก เพราะต้องเจอตัว ต้องเขียนเช็คต้องสั่งจ่าย ดังนั้นเพื่อความสะดวกเพราะภรรยาผมก็อยู่บ้านอยู่แล้วมันก็ง่าย ซึ่งมันก็โตมาเรื่อยๆ ไม่ได้มีปัญหาอะไร ถึงจะเป็นชื่อภรรยาแต่ผมก็สั่งซื้อสั่งขายเองโดยใช้วิธีมอบอำนาจ

    แนะนำมือใหม่หัดเทรด
    หุ้นตอนนี้ถูกๆ มีเยอะ แต่ควรเลือกกิจการประเภทที่เป็นผู้นำที่โดดเด่นในตลาด มีรายได้เกิดซ้ำ รักษากำไรไว้ได้ มีเงินสดดี อย่างน้อยก็ควรจะเท่ากับกำไร และราคาหุ้นถูก ซึ่งอย่างงี้คุณก็เลือกได้เลย ซึ่งก็จะช่วยให้เลือกหุ้นที่ปลอดภัยได้ อย่างกลุ่มโมเดิร์นเทรดทุกตัวเป็นแบบนี้ แม้บางตัวอาจจะมียอดขายลดลงแต่ถ้ามีโปรดักส์อยู่ในเทรนด์มีความต้องการใช้ ในที่สุดยอดขายก็จะกลับมาเท่าเดิมได้ สำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ถือเป็นโอกาสทองในชีวิต เพราะมีหุ้นที่ปลอดภัยและมีโอกาสที่จะได้กำไรสูงๆ เยอะ ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า สมัยตอนที่ผมเข้าไปตอนนั้นโหดร้ายกว่าเยอะ เพราะมีหุ้นเล็กๆ บางตัวที่รอดมาได้ แต่ตอนนี้มีบูลชิพที่มีความแข็งแกร่งสูงแต่ถูกๆ มากมาย แต่ก็ต้องศึกษาหน่อย ซึ่งก็ไม่ได้ยากหรอก

    หุ้นดีเพราะตัวเอง แต่แย่เพราะการเมือง
    การเมืองในประเทศไทยไม่ได้ทำให้หุ้นดีหรอก แต่มันจะทำให้หุ้นเสียหายได้และก็คิดว่าในที่สุดแล้วการเมืองก็จะกลับมาที่เดิมในสภาพที่ไม่ค่อยดี ไม่รุนแรง แต่ก็ไม่เลวร้ายดำดิ่ง เป็นการเมืองแบบไทยๆ ถ้าการเมืองทำให้หุ้นตก ส่วนใหญ่ถ้าได้ซื้อไปก็จะเป็นโอกาสเพราะมันจะเป็นแค่วิกฤตสั้นๆ และเดี๋ยวมันก็กลับมาเอง

    สำหรับรอบนี้ที่มีการยึดสนามบินก็ต้องถือว่ารุนแรงกว่าที่คิดเอาไว้เยอะ เพราะแต่เดิมที่เรื่องการเมืองจะเป็นของนักการเมืองเล่นกันเอง แต่ตอนหลังดูเหมือนจะลุกลามเข้ามาที่ภาคเศรษฐกิจโดยตรงและลุกลามมาก ซึ่งก็น่ากลัวเพราะมันมากระทบของจริง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการเมืองไม่เคยทำให้ผมขายหุ้น แต่เราก็ต้องระวัง เพราะถ้าบ้านเมืองไร้ระเบียบกฎเกณฑ์ก็จะกระทบแรงและนาน ในเมื่อตอนนี้มันกลับขึ้นมาแล้วขั้นนี้ก็ต้องถือว่าพอรับได้

    เศรษฐกิจโลกน่ากลัวกว่าการเมือง
    สำหรับพิษเศรษฐกิจโลกตอนนี้ซึ่งทำให้ดัชนีลงมาครึ่งหนึ่งแล้ว ขายตอนนี้ก็ไม่คุ้ม มันคงบอกได้ยากว่าจะดำดิ่งไปสิบปีหรือเป็นแค่ปีสองปีแล้วมันจะหวนกลับมา มันก็ไม่มีใครรู้ แต่ด้วยราคาหุ้นขนาดนี้ผมก็คิดว่ามันคุ้มที่จะเสี่ยงต่อ ก็ต้องถือว่าเป็นอะไรที่น่ากลัวเหมือนกัน แน่นอนว่าน่ากลัวกว่าปัจจัยการเมือง

    มาเร็ว เคลมเร็ว ไปเร็ว
    ถึงตลาดจะวูบวาบขึ้นเพราะมีเฮดจ์ฟันด์ทำให้เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ผมก็ไม่ได้ปรับอะไรมาก เพราะถ้าเป็น วีไอ มองระยะยาวก็จะเน้นที่ตัวบริษัทส่วนใครที่จะมาเล่นหรือซื้อขายหุ้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นระยะสั้น แต่ในระยะยาวแล้วสิ่งที่จะบอกว่าราคาหุ้นจะอยู่ที่ไหนคือตัวบริษัทไม่ใช่นักลงทุนหรือเฮดจ์ฟันด์ เราไปกังวลว่าฝรั่งจะขายหรือซื้ออันนั้นมันระยะสั้น ผมยังไม่เคยเห็นเลยว่ามีบริษัทที่ดีเหลือเกินแล้วระยะยาวราคาตกเอาๆ มันต้องดีแต่ตอนนี้ระยะสั้นมันเป็นโอกาส บริษัทดีๆ ราคาหุ้นลดลงมาครึ่งหนึ่ง

    ชีวิตประจำวันทำอะไรก็สนุก
    ชีวิตประจำวันของผมก็มีทั้งการไปบรรยายที่นิด้า เขียนหนังสือ จัดรายการวิทยุ 96.5 FM ออกรายการมันนี่ทอล์ค ของมันนี่ชันแนล ตอนนี้ enjoy ทุกอย่างจะออกกำลังกายหรือทำอะไรก็สนุก ขึ้นอยู่กับว่าเลือกทำอะไรที่สนุกแล้วได้ประโยชน์ ดีกว่าที่เคยทำงานประจำที่มี 8 ชั่วโมงที่ไม่ค่อยสนุก ต้องหาเวลาว่างไปทำอะไรที่สนุกอีก การเป็นนักลงทุนไม่ต้องการอะไรเลย คุณต้องการแค่ความคิด ความกล้าและอารมณ์ เพราะมันเป็นการสู้รบในสมองจริงๆ ดูอย่างวอร์เรน บัฟเฟต์ ก็ไม่ได้มีตำแหน่งอะไรสำคัญ แต่สำหรับชื่อของเขา ประธานาธิบดีอเมริกาบางคนยังสู้ไม่ได้เลย

    ดวง..เรื่องจำเป็น
    สำหรับเรื่องดวง (แม็ททิว เอฟเฟ็กซ์) ผมว่ามันคือความจำเป็นประการหนึ่งเหมือนกัน แม้จะไม่ใช่เงื่อนไขที่ทำให้สำเร็จ แต่ดวงนี่จำเป็นพอสมควร ประมาณ 80-90% คือถ้าคุณไม่มีดวงแล้วโอกาสจะประสบความสำเร็จจะยากมาก แต่การมีดวงแล้วก็ไม่ใช่ประสบความสำเร็จเพราะต้องมีเงื่อนไขอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น ไอคิว เพราะฉะนั้นดวงเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นเหมือนกัน

    ยังไม่สายที่จะตัดสินใจเปลี่ยนสไตล์การลงทุนมาเป็นแบบ Value Investor (VI) แบบ “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำเช่นกัน..เพราะก่อนจะก้าวไปถึงจุดนั้นต้องเรียนรู้ให้รอบด้าน โดยหัวใจสำคัญคือการเลือกหุ้นที่มีหัวใจสำคัญๆ ไม่กี่อย่างที่ต้องดูคือ 1) รายได้ไม่ลด 2) กำไรไม่ลด 3) หนี้ไม่มี 4) ความเสี่ยงที่จะเกิดจากความต้องการสินค้าน้อยลงมีน้อยมาก 5) ราคาต่ำแต่มีเงินปันผลจ่ายสูง และ 6) ต้องมีจุดแข็งทางด้านการตลาด โดยมีมาร์เก็ตแชร์เป็นอันดับ 1 และเป็นผู้นำอย่างโดดเด่น..นักลงทุนจะก้าวไปถึงเป้าหมายหรือไม่คงต้องวัดกันที่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ก็เท่านั้นเอง

    Investor Station ฉบับวันที่ 5-16 มกราคม 2552
    คอลัมน์กว่าจะมาเป็นเสือ
    VI เบอร์ 1 ของเมืองไทย “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร”

    คนรวย VS คนชั้นกลาง : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

    ผมได้อ่านหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่ง เขียนโดย Keith Cameron Smith เรื่องความแตกต่างที่โดดเด่น 10 ข้อ ระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลาง และเห็นว่ามันมีความเป็นจริงอยู่พอสมควรจากการสังเกตของผม ดังนั้น จึงขอนำมาเผยแพร่ เพื่อที่ว่าเราจะได้รู้ว่า เราอยู่ในด้านไหนของสังคม และจะต้องทำอย่างไร เพื่อที่ว่าเราจะได้ย้ายจากการมีแนวโน้มที่จะเป็นคนชั้นกลางสู่การเป็นคนรวย

    ความแตกต่างข้อแรก ก็คือ เศรษฐีคิดยาว แต่คนชั้นกลางคิดสั้น ว่าที่จริงคนที่คิดสั้นที่สุดก็คือ คนจน พวกเขามักจะคิดอะไรแบบวันต่อวันทำนองหาเช้ากินค่ำ คนชั้นกลางนั้นมักจะคิดเป็นเดือนต่อเดือน นั่นคือ คิดถึงวันเงินเดือนออก แต่คนรวยจะต้องคิดยาวเป็นปีๆ หรือเป็นสิบๆปี ในใจของคนจน เขามักคิดแต่เฉพาะเรื่องของความอยู่รอดเป็นหลัก ในขณะที่คนชั้นกลางคิดถึงเรื่องความสุขสบายจากการจับจ่ายใช้สอยสินค้า ส่วนคนรวย เป้าหมายของพวกเขาชัดเจน เขาต้องการความเป็นอิสระทางการเงิน การคิดยาวนั้นมีพลังมหาศาล เพราะมันจะทำให้เขาอดออม และลงทุนระยะยาวซึ่งจะทำให้เงินงอกเงยแบบทบต้นเป็นเวลานาน และนี่คือ สูตรสำคัญที่สุดในการที่จะทำให้คนมั่งคั่ง

    ข้อสอง คนรวยพูดเกี่ยวกับเรื่องไอเดีย คนชั้นกลางพูดเกี่ยวกับสิ่งของ และคนจนพูดถึงเรื่องของคนอื่น นี่คงไม่ได้หมายถึง ว่าคนรวยไม่พูดเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งของหรือคนอื่น แต่หมายถึงว่า คนรวยจะพูดถึงเรื่องของคนอื่นน้อยกว่าคนจน และมักจะเป็นคนที่มีแนวความคิดดีๆ หรือมีมุมมองต่างๆ มากกว่าคนชั้นกลางและคนจน เบื้องหลังของนิสัยในเรื่องนี้คงอยู่ที่ว่า คนรวยนั้นมักจะมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าคนจนซึ่งมักจะชอบ “ซุบซิบนินทา” เป็นนิจสิน ในขณะที่คนชั้นกลางอาจจะเน้นการทำงานประจำ ชอบพูดถึงเรื่องรถยนต์ ดนตรี การพักผ่อนหย่อนใจ เป็นต้น

    ข้อสาม คนรวยยอมรับการเปลี่ยนแปลง คนชั้นกลางต่อต้านการเปลี่ยนแปลง คนชั้นกลางรู้สึกว่า การเปลี่ยนแปลงจะคุกคามชีวิตความเป็นอยู่ที่ตนเองเคยชิน ในขณะที่คนรวย คิดว่าการเปลี่ยนแปลงอาจนำมาซึ่งชีวิตที่ดีกว่า เขาคิดว่าในการเปลี่ยนแปลงมักมีโอกาสที่เขาอาจจะฉกฉวยได้ เบื้องหลังนิสัยนี้ อาจจะมาจากการที่คนรวย มีความมั่นใจสูงกว่าคนชั้นกลาง ที่มักจะกลัวว่าตนเองจะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งใหม่ๆ ได้

    ข้อสี่ คนรวยกล้ารับความเสี่ยงที่ได้มีการพิจารณาและไตร่ตรองดีแล้ว คนชั้นกลางกลัวที่จะรับความเสี่ยง นี่เป็นนิสัยที่เป็นจุดอ่อนมากที่สุดของคนชั้นกลางในความเห็นของผม คนที่ไม่ยอมรับความเสี่ยงเลย จะพลาดที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีโดยสิ้นเชิง ขณะคนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่างที่ได้มีการศึกษามาเป็นอย่างดี จะสร้างผลตอบแทนที่ดีได้โดยที่ความเสี่ยงจริงๆ จะมีน้อยมาก

    ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือ คนชั้นกลางส่วนใหญ่ มักจะกลัวการลงทุนในหุ้น หรือตราสารการเงินที่มีความผันผวนของราคา โดยที่เขาไม่พยายามศึกษาว่าในระยะยาวแล้ว มันอาจจะมีความคุ้มค่ากว่าการฝากเงินในธนาคารมาก ในอีกมุมหนึ่ง คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่าง “บ้าบิ่น” เช่นคนที่เล่นหุ้นวันต่อวันเองก็ไม่ใช่นิสัยของคนรวย คนรวยต้องรับความเสี่ยงเฉพาะที่มีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว

    ข้อห้า คนรวยเรียนรู้และเติบโตตลอดชีวิต คนชั้นกลางคิดว่าการเรียนรู้จบที่โรงเรียน นิสัยการเรียนรู้ไปเรื่อยๆ นี้ ผมคิดว่าเป็นหัวใจเศรษฐีจริงๆ เพราะในความรู้สึกของผม การเรียนรู้จากโรงเรียนเป็นเพียงพื้นฐาน ที่เรานำมาศึกษาต่อด้วยตนเองได้ และเวลาหลังจากการเรียนในโรงเรียนยาวมากเป็นหลายสิบปี ดังนั้นความรู้ส่วนใหญ่จึงควรที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่เราเรียนจบจากโรงเรียน โดยนัยของข้อนี้ คนรวยจึงน่าจะมีนิสัยรักการอ่านหรือการหาความรู้ต่อไปเรื่อยๆ ในขณะที่คนชั้นกลาง พอเรียนจบก็มักจะไม่สนใจอ่านหนังสือหรือหาความรู้ใหม่ๆ

    ความรู้ที่ผมคิดว่าคนชั้นกลางพลาดไป เพราะไม่มีการสอนในโรงเรียน ก็คือ ความรู้ทางด้านการเงินที่คนรวย มักจะศึกษาต่อเพราะเห็นถึงความสำคัญและอาจนำไปสู่ความร่ำรวยได้

    ข้อหก คนรวยทำงานเพื่อหากำไร คนชั้นกลางทำงานเพื่อจะได้ค่าจ้าง คนรวยมองว่านี่คือ หนทางที่จะทำให้รวยได้มากกว่า แม้จะมีความเสี่ยง ในขณะที่คนชั้นกลาง มักจะไม่กล้าเสี่ยง และอาจจะมีความคิดสร้างสรรค์น้อยกว่า จึงมุ่งไปที่การหางานที่จะมีรายได้แน่นอน แต่รายได้จากการใช้แรงงานของตนเอง มีน้อยคนที่จะทำให้ตนเองรวยได้

    ข้อเจ็ด คนรวยเชื่อว่าพวกเขาต้องใจบุญสุนทาน คนชั้นกลางคิดว่าพวกเขาไม่มีปัญญาที่จะทำบุญ ข้อนี้ผมเองคงไม่มีคอมเมนท์อะไร ส่วนหนึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจเนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องของแต่ละคน ที่ไม่ค่อยบอก หรือรู้กันยกเว้นกรณีที่เป็นการบริจาคใหญ่ๆ อย่างกรณีของบัฟเฟตต์หรือบิล เกตส์

    ข้อแปด คนรวย มีแหล่งรายได้หลากหลาย คนชั้นกลางมีเพียงหนึ่งหรือสองแหล่ง ข้อนี้ก็เช่นกัน ผมเองไม่แน่ใจว่าคนรวยมีรายได้จากหลายแหล่ง เพราะรวยแล้วจึงไปลงทุนในทรัพย์สินหลายๆ อย่าง หรือมีทรัพย์สินหลายอย่างจึงทำให้รวย แต่ที่ผมเห็นชัดเจนก็คือ คนชั้นกลางนั้น มักไม่ลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยง ทำให้รายได้มักจะมาจากเงินเดือนเป็นหลัก

    ข้อเก้า คนรวยเน้นการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่งของตนเอง คนชั้นกลางเน้นการเพิ่มของเงินเดือน เป้าหมายของคนรวยนั้นอยู่ที่ว่าตนเองมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหนโดยมองที่ภาพรวม ดังนั้น ถ้าเขามีหุ้นอยู่ การที่หุ้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเขาก็มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นโดยที่เขาไม่ต้องเสียภาษี แต่คนชั้นกลางพยายามทำงาน เพื่อให้มีเงินเดือนสูงขึ้นแต่เขาอาจจะลืมไปว่าเขาจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นด้วย สรุปก็คือ คนรวยเน้นการลงทุนใช้เงินทำงานแทนตนเอง คนชั้นกลางเน้นการใช้แรงงานของตนเอง

    สุดท้ายข้อสิบ คนรวยชอบตั้งคำถามที่เป็นบวกและสร้างกำลังใจ เช่น ฉันจะสร้างรายได้เป็นเท่าตัวในปีนี้ได้อย่างไร? ในขณะที่คนชั้นกลางชอบตั้งคำถามที่เป็นลบ และเสียกำลังใจ เช่น จะหาเงินมาจ่ายหนี้ค่าบัตรเครดิตเดือนนี้ได้อย่างไร ?

    และนั่นก็คือ ความแตกต่าง 10 ข้อระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลางที่มีคนตั้งข้อสังเกตไว้ ซึ่งผมเชื่อว่าส่วนใหญ่น่าจะเป็นจริง แน่นอน คนรวยบางคนก็มีคุณสมบัติที่เป็นแบบคนชั้นกลาง และคนชั้นกลางจำนวนมากก็มีนิสัยแบบคนรวย แต่ถ้าเราอยากรวย ผมคิดว่า การยึดนิสัยแบบคนรวยน่าจะทำให้เรามีโอกาสมากกว่า

    คนรวย VS คนชั้นกลาง
    โลกในมุมมองของ VALUE INVESTOR 

    ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

    Recommend Article on Oct 5th, 2009

    October 19

    My office today :o)

    แปดโมงเช้าเืพื่อนเค้าถึงออฟฟิสแล้วส่งรูปมาเซอร์ไพรส์

    ฮึ่ย เกิดไรขึ้นในออฟฟิสว่ะเนี่ย หรือเค้าเห็นเราเป็นเด็กก็เลยส่งลููกโป่งมาปลอบใจ
    ฐานที่จะปรับโครงสร้างองค์กร โดยการทำให้มันเล็กลง
    ก่อนที่จะประกาศให้รู้อย่างเป็นทางการวันจันทร์หน้าวะเนี่ย
     
    เอ หรือว่าจะเอาไว้ให้พนักงานไว้ผูกคอแล้วกระโดดตึกลงไปได้อย่างปลอดภัย...
    ไม่เป็นแบบฟรานซ์เทเลคอมที่ฆ่าตัวตายกันไปแล้ว 25 คน จากแสนคน
     
    และแล้วก็ถึงบางอ้อว่าเค้าทำเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองหลังจากยักย้ายถ่ายโอน
    ผู้ใช้คนสุดท้ายจากค่ายสีส้มได้สำเร็จเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว...

    ไปซื้อปีกไก่ที่ตลาด

    ไปตลาด ไปตลาด !!!!
    เป็นคำสั่งการของสมองที่ต้องการให้เจ้าร่างกายที่ขี้เกียจ
    และกำลังหลับอุตุในวันเสาร์ตื่นตัว
     
    เหตุผลสำคัญที่ต้องการไปตลาดวันนี้เพื่อไปซื้อ "ปีกไก่"
    ขอย้ำว่า "ปีกไก่"
    ปีกไก่อย่างเดียวเท่านั้น ซื้อเสร็จก็กลับบ้านเลย

    ทำไมที่จะต้องดั้นด้นไปซื้อปีกไก่ที่ตลาด ทำไมไม่ซื้อที่ซุปเปอร์ใกล้บ้าน
    ก็เป็นเพราะว่าที่ตลาดเค้าขายปีกไก่ทั้งท่อน
    แต่ที่ซุปเปอร์ไม่รู้เป็นไร ชอบตัดปลายปีกทิ้ง...
    แบ่บว่ามันแทะไม่มัน :o)
     
    SAT 17-OCT-09

    เม่าตายอย่างเขียด (แล้วเขียดมันตายยังไงหว่า???)

    วันนี้เข้าใจแล้วว่าทำไมเหล่าแมงเม่าถึงออกมาโวยวายเมื่อไม่สามารถเข้าไปทำการซื้อขายหุ้น (ส่วนใหญ่จะเป็นขาย)
    เนื่องในโอกาสหุ้นตก และเกิดการแห่ขายอย่างยกใหญ่เช่นวันนี้  15 ตุลาคม 2552
    เมื่อวานตลาดหุ้นปิดลบสิบกว่าจุด มีจดหมายจากกิมเอ็งมาโชว์วันนี้ว่า ต้องขอโทษด้วยนะเมื่อวานซีพียูล่มเลยใช้การไม่ได้
    อื้ม ไม่เท่าไหร่!!!
    แต่วันนี้ วันที่ฝรั่งหัวแดงแห่ขาย ตลาดลบมากว่า 50 จุด มันก็มาหยุดให้บริการซะงั้น
    คิูดดูเหอะ นอกจากเม่าจะถูกฝรั่งฆ่าแล้ว
    ไม่รู้ว่าถูกผสมโรงด้วยพวกกองโจร แอบถอดปลั๊กเซอร์เวอร์ไม่ให้เม่าซื้อขายด้วยหรือเปล่า...
    ชีวิตเม่าที่ต้องเข้าเร็ว ออกเร็ว มีวงจรชีวิตช่วงสั้น ๆ นั้นหรือ จะทนทานไหวกับแรงพายุฝนที่พัดกระหน่ำมาจากทุกทิศทุกทางแบบนี้...

    โลกนี้มันถูกเชื่อมต่อกันหมดแล้ว
    ในช่วงสถานการณ์แย่ ๆ แบบนี้ก็มีข่าวลืออย่างงู้น อย่างงี้ออกมาแพร่สะพัดไปหมด
    แต่คำตอบของพวกมีตำแหน่งก็แค่ออกมาบอกว่า ตลาดมันปรับฐานตามปกติ
    ไม่รู้ว่าไม่มีความรู้จริง ๆ หรือถูกปิดปากปิดจมูก เพราะมีชื่ออยู่ในกลุ่มกองทุนใดกองทุนหนึ่ง

    เมื่อเช้าคุยเรื่องหุ้นกับเพื่อนอยู่ดี ๆ
    ก็มีเพื่อนอีกคนนึงโพล่งขึ้นมาว่า เมื่อเช้าฟังวิทยุ เค้าบอกว่าที่ตลาดหุ้นยูตกสวนกระแสชาวบ้านเค้าอยู่นี้เป็นเพราะว่า

    คิงของยูป่วย!!!!!

    !!!!!????!!!!

    15-Oct-09

    ป้าก็รู้ว่าป้าถือยาวได้ แต่อยากเทคโพรฟิท แล้วไปซื้อที่ต่ำกว่านี้นี่นา
    นี่แค่จะเข้าไปเช็คพอร์ทตัวเองเฉย ๆ มันยังทำไม่ได้เลยยยย

    October 13

    การลดค่าของเงินอย่างร้ายกาจ

    การลดค่าของเงินอย่างร้ายกาจ
    ถ้ามีเงิน1 ล้านบาท
    เมื่อ 20 ปีก่อน  ข้าวสารกิโลละ 10 บาท  ซื้อได้ 100,000 กิโลกรัม
    เมื่อ 10 ปีก่อน  ข้าวสารกิโลละ 20 บาท  ซื้อได้  50,000  กิโลกรัม
    ปีนี้ 2552         ข้าวสารกิโลละ 30 บาท  ซื้อได้  33,333  กิโลกรัม
    แสดงว่าแค่ราคาข้าวสาร ยังไม่รวม ไข่ กะปิ น้ำปลา มันก็ขึ้นปีละประมาณหนึ่งเปอร์เซ็นต์แล้ว
    นี่แสดงว่าอัตราเงินเฟ้อที่เค้าว่า ๆ กัน มันมีผลกับเงินเก็บของเราจริง ๆ
    เงินเฟ้อปี 2552
    ครม. อนุมัติเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อปี 2552 อยู่ที่ 0.5 – 3.0% ต่อปี
    นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติเป้าหมายนโยบายการเงินประจำปี 2552 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อปี 2552 ที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยรายไตรมาสระหว่าง 0.5 – 3.0% ต่อปี
    เนื่องจากเงินเฟ้อพื้นฐานจะสะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อที่มาจากอุปสงค์ ทำให้มีความยืดหยุ่นมากกว่าเงินเฟ้อทั่วไป รวมทั้งจะมีการประชุมหารือระหว่างกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยทุกไตรมาส และเมื่อมีเหตุจำเป็น เพื่อทำให้นโยบายการเงินและการคลังมีความสมดุล ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมทั้งให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. รายงานพร้อมชี้แจงเมื่อเงินเฟ้อไม่อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดไว้
    เราจะทำอย่างไรให้เงินของเราเพิ่มค่าโดยชนะค่าเงินเฟ้อกันดี???
    มีวิธีอะไรบ้างที่อย่างน้อยเราจะลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยมากกว่า 3% ต่อปีเพื่อให้ชนะค่าเงินเฟ้อ
    1. ปลูกข้าวกินเอง
    2. เลี้ยงไก่ไข่เอง
    หรือ
    3. ซื้อหุ้น advanc ปันผล 6-7% ต่อปี
    4. บวชชี บวชพระ ไม่ต้องปลูกข้าว ไม่ต้องซื้อบ้าน ไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน มีคนกราบไหว้ด้วย มีโอกาสไปนิพพานด้วย
    แต่ชีลำบากกว่าพระ เพราะไม่ค่อยมีใครถวายของหรือปัจจัยเท่าไร ไม่มีกิจนิมนต์ด้วย ไปบินฑบาตรก็ไม่ได้
    จะให้ดีมีเงินเก็บพอใช้แล้วไปเป็นชี จะได้อยู่อย่างพอเพียง แบบสบายๆ
    หรือ
    ...
    ทำไรได้อีก????
    October 05

    ต่างเชื้อชาติ ต่างเผ่าพันธ์

    เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปร่วมงานวันเิกิดของน้องแพท....
    เป็นการไปเจอกันครั้งแรก เนื่องด้วยว่าเบื่อ เลยอยากไปหาเพื่อนหน้าใหม่ ๆ คุยด้วย
    กะว่าจะได้เม๊าท์แตกกับคนไทยสักกะหน่อย....
    ปรากฎว่าในงานก็มีน้องแพทเป็นคนไทยคนเดียว...

    นอกนั้นเป็นเพื่อนที่ทำงานของน้องหมดเลย
    สถิติที่ทำงานที่มีคนหลายเชื้อชาติที่ 22 ของเราถูกทำลายโดยสิ้นเชิง ด้วยหมายเลข 40 ก่า ๆ

    บริษัทของน้องทำงานเกี่ยวกับการออกแบบท่อน้ำมันเป็นหลัก
    ช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา ทำให้รู้ว่าที่ฮอลแลนด์นี่เค้ามีปัญหางความขาดแคลนวิศวกรอย่างจริง ๆ จัง ๆ
    ไม่ว่าจะเป็นสาขาโทรคม ที่เป็นที่มาของเหล่าแรงงานราคาถูกจากเมืองไทยในทีโมบายล์
    สาขาเคมี หรือสาขาเครื่องกล อย่างบริษัทที่น้องแพททำงาน
    ที่เจอในงานก็เลยล้วนเป็นคนขาดแคลนที่มาจากทุกมุมโลก
    ไทย เยอรมัน ดัชท์ สิงคโปร์ จีน อินเดีย อิหร่าน ....

     น่าตื่นเต้นดีเหมือนกัน ว่าในโลกนี้มีคนต่างเชื้อชาติ ต่างเผ่าพันธ์ ล้วนเดินทางมาตามหาฝันที่ประเทศนี้กันเยอะจริง ๆ

    ปล. ชอบสุดน่าจะเป็นได้ลองกินลูกไวน์ :o)
    มันเป็นน้ำผลไม้ที่คั้นแล้ว กำลังบ่มให้เป็นไวน์
    มีรส sparkling เล็กน้อย แต่ค่อนข้างจะเหมือนกันทั้งลูกแดง ลูกขาว หย่อยดี......

    September 30

    วันสุดท้ายของการทำงาน

    ถ้ามีคนมาบอกคุณว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายในชีวิตการทำงานของคุณแล้ว
    คุณจะดีใจมั้ย???
     
    ไม่ต้องตื่นตอนเช้าไปทำงานเหมือนทุกวันที่ผ่านมา
    รอให้มันถึงเวลาเที่ยงจะได้พักไปกินข้าว....
    รอให้ถึงเวลาเย็นจะได้กลับบ้านแล้ว....
    รอให้ถึงเสาร์-อาทิตย์ จะได้พักผ่อนอยู่บ้าน....
    ทำอย่างที่ใจอยากจะทำ
     
    ดีใจด้วยค่ะแม่  :o)
     
    ๓๐ กันยายน ๒๕๕๒
    แม่เกษียณอายุราชการ
    September 29

    หนาวที่สี่

    ก้าวสู่หนาวที่สี่ในประเทศนี้แล้ว...ต่างไม่เคยมีใครคิดว่าเราจะอยู่ที่นี่ได้ยาวนานขนาดนี้...
    ใบไม้เขียวชอุ่มตอนหน้าร้อนของที่นี่กำลังร่วงหล่น และปลิดปลิวไปทั่วท้องถนน
    พร้อมกับสายลมหนาวที่กำลังพัดผ่านเข้ามาเหมือนทุกปี
    มีคนเคยบอกว่า ชอบฤดูใบไม้ร่วง ช่วงใบไม้เปลี่ยนสี และตัดใจผละจากต้น และกิ่งก้านของมัน
    ร่วงหล่นเต็มท้องทุ่มหญ้า และท้องถนน
    ช่วงนี้ของปีที่ผ่านเข้ามา ช่างก่อให้เกิดอารมณ์เหงา เศร้า และรัก ดีแท้...
    September 22

    Valkenburg town

    เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาต้องหาที่ไป เพราะได้เช่ารถมาแล้ว
    ก็เลยได้ชื่อเมืองนี้มา "Volkenburg" ที่สนใจเมืองนี้เพราะเค้าบอกว่ามันมีถ้ำ
    ก็อยากรู้เหมือนกันว่าไอ้ประเทศที่มันแบนราบแบบนี้ ถ้ำรูปร่างมันจะเป็นแบบไหน???
    อันดับแรกก็เข้าไปหาข้อมูลที่นี่ก่อนเลย http://wikitravel.org/en/Valkenburg
    ที่ท่องเที่ยวที่กะว่าจะไปก็คือ
     
    1. Valkengurg cave
    Cauberg 4
    6301 BT Valkenburg aan de Geul
    The Netherlands
    There is a fascinating world to be found in Valkenburg … or in fact under Valkenburg: the municipal caves, visited by great numbers of people every year. The Romans started work on these caves around 2000 years ago when they began mining the ground for the marl that they needed as building material. You will come face to face with the primal forces of nature, the appearance of which has continually changed over time.
    These natural conditions dating back into pre-history can be clearly seen thanks to the fossils and layers of shells found in the rock. The municipal caves also provide an exciting overview of various forms of artistic expression and the living conditions of countless generations of humans. You will find wall paintings and plaques, giving you a taste of the past.
    You will also find the remains of what fugitive people built in the caves, which were sometimes used as a hiding place. This combination of nature and culture forms a unique story, a story that is made even more interesting by the mysterious character of the dark labyrinth of underground passages. Be sure to visit the municipal caves in Valkenburg aan de Geul if you are in Limburg.
    All information about opening times, admission prices and guided tours can be found on this website. If you have any additional questions, please contact the ticket office, or send your question by e-mail using the contact page. We recommend that you contact us in advance if you wish to come with a group.
     
    The rich history of the Middle Ages lives again with a visit to the castle ruins in Valkenburg aan de Geul, and its history dating back to the 11th century! Towers jut skyward from the ruins of the once so imposing castle, the Netherlands' only hilltop castle, looking out over the little fortress town below.
    Visiting these historic remains of Valkenburg Castle, you can wander from the Great Hall to the defensive towers, from the dungeon to the old chapel, and from the artillery room to the subterranean escape passages. Relive the stirring history of the many sieges, destructions and dominions of knights such as Walram de Rosse, Gosewijn, and the Dukes of Brabant, until the final destruction of the castle on 10 December 1672 at the hands of Stadtholder Willem III (photo).
    The remains of the castle ruins have stood as a quiet reminder of the proud fortress here at this prominent place in the Geul Valley ever since.
    Visit addresses:
    Castle ruins: Grendelplein 13
    Fluweelengrot (Velvet Cave): Daalhemerweg 27
    Phone: +31-(043)60 90 110
    Fax reservations/information +31-(043)60 90 114
    Fax marketing/christmas market: +31-(043)60 90 078
    Post address: 
    Grendelplein 13
    6301 BS Valkenburg aan de Geul
     
    3. Thermae 2000 [9] extensive bathing facilities opened in 1989 with hot mineral bath, saunas, whirpool, etc
    http://www.thermae.nl/
    Thermae 2000
    Cauberg 25-27
    6301 BT Valkenburg aan de Geul
    Limburg, Nederland
    Information : 31 (0)43 - 6092000
    Reservation : 31 (0)43 6092001
     
    แต่พอไปจริง ๆ นะ กว่าจะขับรถไปถึงก็เกือบ ๆ สามชั่วโมงแล้ว
    ยังไปสนุกสนานวิ่งถ่ายรูปกันในปราสาท อย่างกับว่าเป็นหนังอินเดียก็ไม่ปาน
    ยังโชคดีที่ไปซื้อตั๋วรถเทรน (ราคาเท่ากับแบบเดินเที่ยวเอง) เที่ยวสุดท้ายตอนสี่โมงเย็นได้ทัน
    ไม่งั้นนะ อาจจะต้องผิดหวังเพราะอุตส่าห์ตั้งใจไว้แต่แรกว่าจะมาดูถ้ำที่เมืองนี้
     
    ฮ่า ๆ แต่ที่ถูกใจที่สุดของทริปนี้น่าจะเป็นขาหมูเยอรมัน ที่ทำสไตล์ข้าวขาหมูบ้านเรา...
     
    ปล. ได้พิสูจน์แล้วจากการเดินลงเขา ขึ้นเขา เที่ยว แล้วกลับมาน่องแข็งที่บ้านในวันรุ่งขึ้น
           ทั้งยังเหล่านักปั่นน่องเหล็ก ล้วนมาฝึกวิทยายุทธกันที่เมืองนี้เยอะทีเดียว