Suratsawadee's profilemy worldPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    August 21

    หาดแตก

    เมื่อวันก่อน อากาศดีมาก เห็นเค้าว่าดีสุดแห่งปี เหล่าเราชาวไทยก็เลยไปเผาอาหารที่ริมหาด
    ด้วยการวอร์มอัพจากการตรวจเช็คสภาพอากาศที่ค่อนข้างแม่นจากเมล์จากพี่หนุ่ม
    ที่จั่วหัวว่า BBQ Today?
     
     

    ผลุบจากจันทบุรี ไปโผล่ที่พัทยา

    Surprised เมื่อวานโทรคุยกับแม่ สร้างความประหลาดใจให้เราเล็กน้อย
    เพราะวันนี้ท่านพ่อกับท่านแม่ ไปโผล่ที่พัทยา Island with a palm tree
    Hot หลังจากสองอาทิตย์ก่อนท่านไปโผล่ที่จันทบุรี
    ให้ได้อย่างงี้ซี้ ชีพจรลงเท้าซะเหลือเชื่อเลยยยย.....
    ที่จันทบุรี
    บ้านเมืองเงียบเหงา ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยว
    อาจจะเป็นเพราะว่าเป็นวันธรรมดา หน้าฝนและค่อนข้างไกลเกินไปสำหรับการเที่ยวในเวลาอันจำกัด
    ที่พัทยา
    แม้จะเป็นวันธรรมดา แต่ก็สามารถพบเห็นนักท่องเที่ยวได้พอสมควร

    ฟังแล้วก็น่ารักดี...และทำให้เกิดยิ้มมุมปาก...
    พ่อบอกว่า ไม่ต้องห่วงแม่นะ เดี๋ยวพ่อจะดูแลแม่เอง..
    แหม๊!!! ถ้าตอนเราแก่แล้วมีคนมาพูดกับเราแบบนี้คงซึ้งใจตายเลยยยย Open-mouthed

    ตีสอง ยี่สิบห้านาที

    ตีสอง ยี่สิบห้านาที
    ขณะนี้เวลา 02:25 (ตีสอง ยี่สิบห้านาที) ของวันที่ 21 สิงหาคม 2552
    ตอนนี้กำลังเปลี่ยนความถี่ในเมืองอัมสเตอร์ดัม หลังจากที่กรุงเฮกเรียบร้อยโรงเรียนโรมาเนีย อินเดีย แล้วก็ไทยไปแล้ว
    นี่เป็นคืนที่สองที่มาทำงาน
    ครั้งแรก     วันเสาร์ที่ 1 สิงหา
    ครั้งที่สอง   คืนวันพฤหัสที่ 13 สิงหา
    ครั้งที่สาม   คืนวันพฤหัสที่ 21 สิงหา
    วันนี้ควบสองจ็อบ ถ้าเสร็จงานเปลี่ยนความถี่ก็จะเป็นการล้างบางสามจีพารามิเตอร์ในเมืองไอโฮเฟน....
    ครั้งที่สี่      ติดตามตอนต่อไป :o)
    August 14

    ตีสี่ สามสิบเจ็ดนาที

    ขณะนี้เวลา 04:37 (ตีสี่ สามสิบเจ็ดนาที) ของวันที่ 14 สิงหาคม 2552
    มาทำงานที่บริษัท เปลี่ยนความถี่ในเมืองรอตเตอร์ดัมแล้ว
    ตอนนี้กำลังรอไฟเขียวเพื่อเปลี่ยนความถี่ในกรุงเฮกอยู่
    ระบบปฏิบัติการก็ดันมามีปัญหาอีกและ
    นี่เป็นคืนแรกที่มาทำงาน
    ครั้งแรก     วันเสาร์ที่ 1 สิงหา
    ครั้งที่สอง   คืนวันพฤหัสที่ 13 สิงหา
    ครั้งที่สาม   ติดตามตอนต่อไป :o)
    August 04

    นิทานดอกลั่นทม

    มีเรื่องราวเล่าต่อ กันมาว่า แต่ก่อนนี้ ดอกลั่นทมมีเพียงสีขาวบริสุทธิ์
    และเป็นที่รักยิ่งของเทพแห่งแสงจันทร์ ทุกคืนที่แสงจันทร์สาดส่อง
    ดอกลั่นทมจะอวลกลิ่นหอมขจรไกล มีเทพแห่งแสงจันทร์เคียงใกล้อยู่ไม่ห่าง
    แต่เมื่อถึงคืนแรมอันไร้จันทร์ ดอกลั่นทม และเทพแห่งแสงจันทร์ก็โศกเศร้าทุกคราวที่ต้องพรากจากกัน
    จนในคืนหนึ่ง เทพแห่งแสงจันทร์จึงเอ่ยชวนให้ดอกลั่นทมไปอยู่ด้วยกันบนดวงจันทร์
    แต่ ที่นั้น ไม่มีหลากสีสันเช่นบนพื้นโลก
    ทุกสิ่งล้วนอาบน้ำค้างแสงจันทร์จนเป็นสีเหลืองเรืองรอง
    "
    ก่อนอื่นต้องใช้น้ำค้างแสงจันทร์ระบายให้ทั่วกลีบดอก พุ่มใบ
    และลำต้นของเธอเสียก่อน "
    เทพแห่งแสงจันทร์กล่าว แต่ทำอย่างไรจึงจะนำน้ำค้างแสงจันทร์ลงมายังพื้นดินได้
    ทันใดนั้นเทพแสงจันทร์พลันเหลือบไปเห็นดอกไม้สีขาวอีกชนิดหนึ่งซึ่งแย้มบานอยู่ใกล้ต้นลั่นทม
    "
    กรวยของดอกไม้นี้ลึกพอที่จะใช้ใส่น้ำค้างได้ "
    เทพแห่งแสงจันทร์กล่าวอย่างยินดี
    ดังนั้นเทพแห่งแสงจันทร์จึงนำดอกไม้สีขาวกลับไปยังดวงจันทร์เพื่อใช้บรรจุหยาดน้ำค้าง เมื่อกลับมาที่ต้นลั่นทมอีกครั้ง
    เทพแห่งแสงจันทร์ใช้พู่ดอกหญ้าจุ่มน้ำค้างแสงจันทร์จากกรวยดอกไม้ และเริ่มระบายลงที่กึ่งกลางดอกลั่นทมอย่างแผ่วเบา
    ยังผลให้ส่วนกลางของดอกไม้กลายเป็นสีเหลืองสดใส
    แต่ทว่าเมื่อเทพแห่งแสงจันทร์จุ่มพู่กันลงในกรวยดอกไม้เป็นครั้งที่สาม เขาพบว่าในนั้นไม่มีน้ำค้างแสงจันทร์หลงเหลืออยู่เลย
    และดอกไม้แต่เดิมที่เคยเป็นสีขาวบริสุทธิ์
    ก็กลับกลายเป็นสีเหลืองสดใสไปทั้งดอก "
    ดอกไม้ที่ร้ายกาจขโมยน้ำค้างแสงจันทร์ไปเสียหมด "
    เทพแห่งแสงจันทร์ร้องอย่างโกรธแค้น " ฉันไม่ได้ตั้งใจ
    และไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรด้วย "
    ดอกไม้สีเหลืองปฏิเสธ แต่เทพแห่งดวงจันทร์ไม่รับฟัง
    ผลุนผลันกลับไปยังดวงจันทร์อย่างรีบร้อน
    มีเวลาเพียงแค่คืนนี้เท่านั้น ที่น้ำค้างจะเปลี่ยนสีของดอกลั่นทมได้
    เมื่อใดที่แสงอาทิตย์สาดมาต้อง
    ต่อให้ใช้น้ำค้างแสงจันทร์มากเท่าไรก็ไม่อาจเปลี่ยนสีของดอกไม้ได้อีก
    เทพแห่งแสงจันทร์กลับมาหาดอกลั่นทมอีกครั้ง ด้วยความโศกเศร้า
    ดวงดาวที่เหนื่อยล้าดื่มกินน้ำค้างแสงจันทร์หมดสิ้น
    ไม่เหลือน้ำค้างแม้เพียงสักหยดเดียวสำหรับดอกลั่นทม ก่อนรุ่งอรุณ
    ทั้งสองลาจากกันด้วยความเศร้าระทม แต่ต่างให้สัญญาว่าจะมั่นคงกันตลอดไป
    ดอกไม้สีขาวรู้สึกละอายใจ ที่เป็นเหตุแห่งความเศร้านี้
    จนไม่กล้าบานรับแสงจันทร์ได้เหมือนอย่างเคย มันแย้มกลีบบานเวลาเช้าตรู่ และนอนหลับตลอดคืนอันยาวนาน จนกลายเป็นดอกไม้บานของเวลาเช้าในที่สุด
    แต่สำหรับดอกลั่นทม ยังคงเศร้าใจอยู่ไม่คลาย
    สีเหลืองของน้ำค้างแสงจันทร์ที่ระบายไว้
    คอยย้ำเตือนให้มันระลึกถึงเรื่องราวอันแสนเศร้านี้อยู่เสมอ
    ลั่นทมจึงกลายเป็นดอกไม้แห่งความเศร้าระทมตั้งแต่นั้นมา

    August 03

    เร แมคโดแนลด์ ผู้ชายแห่งการผจญภัย

    ยุค หนึ่งเขาคือสัญลักษณ์ของวัยรุ่นในประเทศไทย นอกจากนี้ เขายังเป็นสัญลักษณ์ของคนเดินทางการผจญภัย ความขบถอีกเป็น 10 ปีให้หลัง เร แมคโดแนลด์ อาจจะดูไม่ค่อยเหมือนวัยรุ่นยุคนี้เท่าไหร่แล้ว แต่คงผิดมากถ้าใครจะบอกว่าพลังแบบเดิมๆ ของเขาหายไปหมด

    ผิดอย่างแรงขอบอก...

    ตอน นี้เขากำลังมีงานภาพยนตร์เรื่อง "หนีตามกาลิเลโอ" ซึ่งเขารับบทบาทเป็น "ตั้ม" หนุ่มไทยในปารีส ที่ผ่านการใช้ชีวิตมาโชกโชน ที่สอนให้ทั้งสองสาวตระหนักในความเป็นจริงของชีวิตมากขึ้น ซึ่งจะว่าไปบทนี้ก็ตรงกับตัวจริงของเขาอยู่ไม่น้อย แม้จะไม่เหมือนเขาซะทีเดียว

    "
    เขาเหมือนคนไทยคนหนึ่งที่เลือกที่จะ อยู่ที่โน่น ตัวเขาอาจจะหนีอะไรมาเหมือนกัน หรือมาเจออะไรที่นี่มากกว่าก็เลยมาอยู่ที่นี่" เรสรุปในฐานะนักแสดงที่ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี

    แต่สำหรับเขา เรว่ามันไม่เหมือนตรงที่เขาเป็นแค่คนชอบเดินทาง ที่พักหลังๆ ชักอยากอยู่บ้านให้นานมากขึ้น

    "
    พูดแบบเสียงสั่นจากลำคอเลย แต่เดี๋ยวตี 4 พรุ่งนี้ก็ต้องไปอีกแล้ว" เรพูดพลางหัวเราะ

    "
    มัน ก็มีหลายๆ คนที่เขาพักร้อนเพื่อหาเวลาไปเที่ยว สำหรับผมแล้วมันก็คงสลับกัน ถ้าพักร้อนต้องหาเวลาหยุดอยู่กับบ้านเฉยๆ อยู่กับคนที่เรารัก ปีนี้อาจจะไปน้อยหน่อยก็ไม่เป็นไร"

    ถ้าถามว่าการแบกเป้ แล้วออกจากบ้านไปผจญภัยที่เมืองนอกอย่างที่ตัวละครในเรื่อง หนีตามกาลิเลโอทำ หรือว่าที่เขาทำมันได้อะไรบ้าง

    "
    ได้รู้ว่าแบก (เป้) นานๆ แล้วเจ็บหลัง" เรกึ่งยิงกึ่งผ่าน (มุข)

    "
    เดี๋ยว นี้ผมเลยใช้แบบเข็นดีกว่า ไม่เน้นลุคแบบนี้ยูนิฟอร์มของแบ๊คแพค แล้วไม่เน้นเท่ไม่ต้องมียูนิฟอร์มแล้ว อะไรที่มีล้อแล้วลากๆ ได้เวิร์กมาก พออายุ 30 กว่าๆ มันเริ่มแบกไม่ไหว เข็นไปเถอะ น้องๆ อาจจะหัวเราะเราแต่ก็ดีกว่า" เขาหัวเราะร่า

    คำตอบแบบจริงจังขึ้น หน่อย เรบอกว่า ที่จริงแล้วแต่ละทริปมันก็ให้อะไรกับเขาทุกครั้ง แม้จะต่างสถานที่กัน สุดท้ายก็มักให้บทเรียนเดิมๆ กับเขาเสมอ นั่นก็คือการไกลบ้าน การไปอยู่แปลกถิ่นกลับยิ่งทำให้รู้จักตัวเองและบ้านตัวเองมากยิ่งขึ้น

    "
    ทุก ทริปมันมีอยู่แล้วมันทำให้เรามองย้อนกลับมาเห็น เสน่ห์ใกล้ๆ ตัวที่บ้านเรา เราเห็นมากๆ อยู่มากๆ เสน่ห์มันอาจจะจางหาย พอไปอยู่ไกลๆ แล้วมองกลับมาบ้านเรา ก็เจอว่ามันมีทุกอย่างเลย มันมีครบหมด มันมีเสน่ห์ที่เขาอาจจะมองว่าเหมือนของมีตำหนิ แต่บางทีมีตำหนินี่ มันก็อาจจะเป็นของดีเหมือนกัน ที่เห็นเหมือนบ้านเรามันเละเทะ แต่ว่ามันเป็นเสน่ห์ของกรุงเทพฯ มันมีเสน่ห์ว่าทำไมกรุงเทพฯถึงติดอันดับเมืองที่น่ามาเที่ยวที่สุดในโลก ก็เพราะไอ้เล็กๆ พวกนี้"

    เรว่า อย่างไรก็ตาม ถึงจุดหนึ่งอารมณ์ที่อยากหนีปัญหาที่เมืองไทยไปอยู่ที่อื่นอย่างตัวละครในหนังนั้น เขาเองก็เคยเป็นมาก่อน

    "
    นึก ว่าคำตอบมันอยู่ที่อื่น เด็กๆ เราเคยเป็นอย่างนั้น เราจะไปโทษสถานที่แล้วก็คน นึกว่าไปอีกที่ปัญหามันจะหายสุดท้ายไม่แก้มันก็จะมาหลอกหลอนตัวเอง The only way out is in คือทางออกของปัญหาอยู่ในใจเราเอง....." เรระเบิดเสียงหัวเราะเพราะรู้สึกว่าตัวเองพูดได้ซึ้งเกินไปหน่อย "โคตรเซ็งเลย" เขาบ่นขำๆ

    เรเล่าว่า เด็กๆ เองเขาเคยพยายามหนีแบบนี้มาก่อนหลายครั้งแล้ว และผ่านประสบการณ์นี้มาแล้วแบบโชกโชน แต่สุดท้ายปัญหาก็ไม่จบถ้าไม่แก้ แม้การอยู่ไกลปัญหาที่เกิดขึ้นจะช่วยด้านจิตใจได้แป๊บหนึ่งก็เถอะ สุดท้ายปัญหาก็ยังอยู่ของมันแบบเดิม

    "
    ที่จริงบางคนไปเพื่อโอกาสเพราะ เขารู้สึกว่าที่นี่ (ประเทศไทย) มันหมดแล้ว สุดท้ายทุกคนก็อยากไปที่ที่มีความหวังให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น บางคนก็มองว่า เมืองนอกน่าจะมีคำตอบให้ทุกอย่าง แต่ผมพบว่าเพื่อนผมที่ไปอยู่ที่โน่นจนเป็นโรบินฮู้ด อยู่นานๆ สุดท้ายเขาก็ต้องกลับมาเมืองไทยอยู่ดี บางครั้งคนไปมันก็ไม่ใช่เรื่องเงิน เป็นเรื่องประสบการณ์ แค่อยากลองใช้ชีวิตเมืองนอกดูแค่นั้น"

    "
    ผมว่า การไปเมืองนอกบางทีมันก็ไม่ใช่แค่งานนะ มันได้ไปอยู่ได้ทำงานและใช้ชีวิต อาจจะเป็นช่วงที่เขามีแรงอยู่และอยากทำอะไรใหม่ๆ เขาอาจจะได้อะไร จากการเปลี่ยนผ้าปูที่นอน ทำความสะอาด เสิร์ฟ ฯลฯ บางทีเราเองก็ยังต้องการงานใหม่ๆ มันอาจจะไม่ใช่งานเท่ๆ ดูดีมีเกียรติ แต่เราก็อยากรู้ตัวเองว่าทำได้หรือเปล่า ทำไปสักพักอาจจะเห็นมุมอะไรใหม่ๆ ก็ได้ ไม่ใช่เกิดมาครั้งเดียวแล้วจะต้องทำอะไรตามกันไปแบบนั้น สุดท้ายปูที่นอนอาจจะมีความสุขกว่าก็ได้" เรยักไหล่

    ส่วนอนาคตในการเดินทางในวงการบันเทิงของตัวเขาเอง เรมองว่าตอนนี้เขาอยู่มาเกินคุ้มแล้วถึงคราวจะต้องให้อะไรกลับบ้าง

    "
    คน อาจจะมองว่า ดาราวัยรุ่นอยู่มาได้ 5-10 ปี ก็ดีแล้ว ผมก็ได้ยินอย่างนี้เยอะ มันก็แล้วแต่คนนะ มันคงมีอายุของมัน บางคนก็อยู่ได้นาน สุดท้ายก็อยู่ที่คุณภาพของตัวเอง อย่างผมก็ยังงงว่าอยู่มาได้ไง ก็คิดว่าน่าจะอยู่มาเกินคุ้มแล้วล่ะ แต่ผมไม่ใช่คนที่เข้ามาในวงการแล้วก็โกยๆ แล้วก็ชิ่ง (ที่จริงน่าจะทำบ้างนะ ไม่งั้นป่านนี้รวยไปแล้ว ติสต์อยู่ได้-เรเหน็บตัวเองหัวเราะร่วน) เราเข้ามาเราก็อยากจะพัฒนาตัวเองและทำอะไรให้วงการนี้บ้าง"

    เขาก็ ตั้งใจว่าจะทำบริษัทผลิตรายการโทรทัศน์ แล้วก็ผลิตรายการโทรทัศน์ดีๆ ออกมารวมไปถึงร่วมหุ้นกับเพื่อนๆ หลายๆ คนเพื่อเปิดช่องทีวีดาวเทียมเพื่อให้มีที่สำหรับรายการโทรทัศน์ดีๆ ได้ออกอากาศ

    "
    ผมอยากทำรายการที่ดูสนุก คนทำก็สนุก ได้เป็นอาชีพด้วย คนดูได้ความรู้แล้วให้แรงบันดาลใจในสิ่งที่ที่เขาอยากทำแล้วไม่ยอมก้าว กระโดดก้าวแรก บางทีเราทำรายการไปแล้ว อาจจะทำให้เขารู้สึกอยากจะทำมันก็ได้ อาจจะมีแบบนี้ไม่เยอะ แต่มันก็รู้สึกดีน่ะที่ได้ทำ" เรสรุป

    และที่ตรงนั้นที่การเดินทางของเขาในอีกมุมกำลังจะเริ่มขึ้น

    เรื่องจาก  มติชนรายวัน
    เร เราว่าเรากับนายคิดคล้าย ๆ กันนะ.... :o)

    จำได้ว่าแบกเป้ใหญ่ ๆ เที่ยวครั้งแรกอย่างเต็มตัวที่โมร็อคโค
    ตั้งใจว่าจะไปฝากเป้ที่สถานีรถไฟเมืองเฟส (Fes) แต่ปรากฎว่าพอไปแล้วมันไม่มี
    จึงต้องตัดสินใจแบกเป้หนักเกือบสิบกิโลเีดินเที่ยวทั่วเมือง
    ขึ้นเนิน ลงเนิน ขึ้นบันไดเล็ก ๆ ไปดูถังสีย้อมหนัง
    แถมยังเดินหลงทางในเมืองอีกไกลโข
    อื้ม ไอ้แฟชั่นนี้มันอาจจะเหมาะกับฝรั่งตัวใหญ่ ๆ
    แต่ไอ้พวกเอเซียตัวเล็ก ๆ อย่างเราสงสัยต้องดูความเหมาะสมหน่อย บางคนเป้สูงท่วมหัว
    ไอ้ที่ตัวกระแด้งอยู่แล้ว ก็เลยกระแด้งไปกันใหญ่ ร่างกายหยุดการเติบโตเป็นปิ๊กมี่กันไปหมด :o)

    ใครคือท่านผู้นำประเทศคนต่อไป???

    เมื่อกี้ดูวู้ดดี้สัมภาษณ์หมอกฤษณ์จบ อยากรู้เหมือนกันว่าแม่นอย่างที่พูดหรือเปล่า
    เค้าทำนายเรื่องนายกฯไทยกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่น่าติดตาม
     
    ไทย :  ในปี 54 บ้านเมืองสงบ กลับสู่สภาวะปกติ
    นายกฯ คนใหม่ของไทยชื่อขึ้นต้นด้วยอักษร "ว" มีเชื้อสายจีน
    ที่สำคัญวู้ดดี้เคยสัมภาษณ์เค้าออกรายการมาแล้ว
    ก็เลยตามไปดูประวัติการสัมภาณ์ของรายการวู้ดดี้เกิดมาคุยในวิกิพีเดีย
    ได้รายละเอียดคนที่เค้าเคยสัมภาษณ์ที่ชื่อขึ้นต้นด้วยตัวอักษร "ว" มีดังนี้
    1. โหรวารินทร์ ผู้หยั่งรู้ชะตาบ้านเมือง ออกอากาศเมื่อ : 19 กรกฎาคม 2552
    2. ด้านมืดของ มหาเศรษฐีพันล้าน วิกรม กรมดิษฐ์ ออกอากาศเมื่อ : 19 เมษายน 2552
    ???ตัวเลือกมีค่อนข้างน้อย ไปคิดต่อเอาละกันว่าน่าจะเป็นใคร???
     
    สหรัฐอเมริกา : โอบามาจะได้เป็นประธานาธิบดีเพียงสมัยเดียว
    คนต่อไป มองไม่เห็น
    คนต่อไปจากคนต่อไป คือ อาโนล คนเหล็ก เค้าจะมาเมืองไทย และวู้ดดี้จะได้สัมภาษณ์เค้าภายในสองปีนี้
    ปล. ฝากบอกเค้าด้วยว่า "ผมขอแสดงความยินดีด้วย"
     
    ช่วงนี้มีสัมภาษณ์หมอดู คนเห็นผี แสกนกรรมกันเยอะ
    บางทีมันก็พิสูจน์ยาก...
    การติดตามผลสิ่งที่เค้าพูด อาจจะพอบอกอะไรเราได้บ้างก็ได้ ว่า "ศาสตร์ด้านนี้มันมีจริง" หรือเป็นเพียง "การโกหกคำโตของพวกหวังผลประโยชน์" จากความเชื่องมงายของคนไทย

    มารู้จักการออกแบบการเงินกัน

    เราคงปฏิเสธ เงิน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการดำเนินชีวิตอยู่ในโลกทุนนิยมแห่งนี้ไม่ได้
    เมื่อเราไม่สามารถปฏิเสธมันได้ เราก็คงต้องมาเรียนรู้วิธีการจัดการกับมันอยู่บ้าง
    วันนี้ได้ดูรายการสุริวิภา เกี่ยวกับ การจัดการกับเงิน
    โดย สถาปนิกออกแบบการเงิน คุณเดิมพัน อยู่วิทยา ซึ่งเริ่มทำงานนี้มาตั้งแต่ปี 2541
    ทำหน้าที่ออกแบบการเงินให้พวกดารา และบริษัท เป็นหลัก
    ค่าใช้จ่าย เลือกได้ว่าจะให้คิดเป็นรายชั่วโมง หรือ รายเดือน
    ก็เลยลองสรุปสาระที่เราสามารถเอามาปรับใช้ได้ดังต่อไปนี้
    # เราควรจะได้  LIVE LIKE YOU WANT IT TO BE และรู้จักออกแบบการเงินเพื่อไม่ให้ชีวิตเป็นไปตามยถากรรม
    # งานของเค้าก็คือ วางแผนการเงิน และการลงทุน ให้ลูกค้า และการรับผิดชอบต่อเป้าหมายของลูกค้า
    เช่น อนาคตต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ส่งลูกเรียนต่างประเทศ มีเงินเที่ยวเมืองนอก
    # สินค้าที่ใช้วางแผนการเงินทั่วโลกมี 3 หมวดหมู่
    1. SAVING ออมทรัพย์ เงินออม ใน
        1.1 ธนาคาร
        1.2 กองทุนรวมเงินฝาก รายวัน/รายสัปดาห์/3 เดือน/6 เดือน/1 ปี
        1.3 พันธบัตรรัฐบาล
        1.4 หุ้นกู้
    2. INVESMENT ลงทุน
        2.1 PROPERTY  อสังหาริมทรัพย์
        2.2 กองทุนรวม หุ้น/RETAIL
        2.3 หุ้น
    3. INSURANCE
        3.1 SAVING
        3.2 PROTECTION ให้การคุ้มครองชีวิต
        3.3 ค่ารักษาพยาบาล
     # การคำนวณเงินที่ควรมี หรือควรเก็บได้ ณ ปัจจุบัน
       รายได้ 1 ปี / 10 x อายุ = เงินเก็บที่ควรมี
       1,000,000   / 10 x 30     = 3,000,000
    # อันดับแรกที่ควรทำ
       คือ การเปลี่ยนทัศนคติ จาก รายรับ - รายจ่าย = เงินออม
       มาเป็นสมการรวยชัวร์  คือ   รายรับ - เงินออม = รายจ่าย
       ต้องการเก็บเท่าไหร่ ก็โอนกลับไปฝาก เก็บก้อนนั้นไว้ก่อนเลย
    # เริ่มจากการทำตารางใช้จ่าย เช่น มีรายรับ 10 ล้าน ควรเหลือเก็บ 4 ล้าน ทำไมไม่ถึง
    (อื้ม พวกดารานี่เค้ารายได้เยอะเนอะ ทำยังไงจะทำให้ได้คิดแบบนี้มั่งเน้อ Open-mouthed)
       อันดับต่อมาก็ทำตารางมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ = รายรับ - หนี้สิน
    # เป้าหมาย คือ อิสรภาพทางการเงิน คือ
       รายรับ (ไม่มีหนี้) / รายจ่าย = มากกว่า 1
       1,000,000   /  1,000,000 = 1   พอดี
       1,000,000   /     500,000 = 2   เหลือ
           10,000   /     100,000 = 0.1  ขาด 
    # "จำเป็นต้องเห็นภาพความสำเร็จ ก่อนที่จะลงมือทำ"  วิเชียร เลิศไพศาล
       แล้วปรับแผนปัจจุบันเพื่อให้ได้ไปถึงภาพในอนาคตนั้น
       อื้ม เหมือนแนวคิดทั่วไปของการขายตรงที่ให้ดูภาพของพวกสำเร็จขั้นเทพแล้ว
    # ลูกค้าจะได้คิดมากขึ้นก่อนซื้อของสักชิ้น พยายามดึงเงินมาลงทุนในสินทรัพย์ หรือคอนโด
       รวมถึงการให้กำลังใจในการลงมือทำ
    ไม่มีทำไม่ได้  มีแต่ไม่ได้ทำ Right hug
    # หนี้มี 2 ประเภท
       1. หนี้ที่มีประโยชน์ เป็นหนี้จากการลงทุน (บ้าน), รถที่ต้องใช้ในการเดินทางไปทำงาน แต่ต้องไม่เกินความสามารถในการผ่อนส่ง
       2. หนี้ที่ไม่ก่อเกิดประโยชน์  เช่น หนี้บัตรเครดิต, personel loan พยายามอย่าเป็นหนี้บัตรเครดิต เพราะดอกเบี้ยสูง
    # คำปรึกษาสำหรับคนมีหนี้
       1. ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น
       2. ขายสิงทรัพย์ที่ไม่จำเป็น เพื่อ ลดหนี้ และ จะได้รู้ว่ามันไม่จำเป็น/ไม่ควรซื้อ
       3. ปรับโครงสร้างดอกเบี้ย เช่น จำนองบ้าน (บ้านดีกว่าที่ดินเปล่า) ดอกเบี้ย <10% มาโปะบัตรเครดิต 20%
       4. วางแผนภาษี โดยเฉพาะผู้มีรายได้ต้องเสียภาษา ต้องดูการลงทุนใน RMF,LMF,Insurance,ดอกเบี้ยบ้าน
       5. วางแผนการเงินในอนาคต เพื่อ
       Retirement ไม่ใช่ แก่ = ความสุขสบาย หรือ Financial Freedom = อิสรภาพทางการเงินในอนาคต
    August 01

    ไม่เปลี่ยนแปลง....

    เปลี่ยนความถี่คราวนี้เดินเครื่องโดยทีมงานคนไทยกว่าครึ่ง
    เมื่อคืนนั้นเป็นแฟมิลี่บิสิเนส อาเจ๊กับอาเฮีย รับอาสาเข้ามาทำงาน
     
    ส่วนวันเสาร์้ต้นเดือนอย่างนี้ เราเริ่มต้นวันด้วยการมาทำงานที่บริษัทตั้งแต่แปดโมงครึ่ง
    ด้วยความที่ฝรั่งหัวแดงต่างปฏิเสธการมาำทำงานตอนกลางคืน หรือวันหยุดเสาร์อาทิตย์
    แต่เหล่าแรงงานอพยพ ยังคง say "yes!!!" ไม่เปลี่ยนแปลงไปแม้จะทำงานมากันเกือบสี่ปีแล้ว
    นับว่าปณิธาณความงกวันลา ที่จะได้ทดแทนนั้น ยังอยู่ในสายเลือดคนไทยไม่เปลี่ยนแปลง....