Suratsawadee's profilemy worldPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    June 17

    ทำไมมีที่ ต้องทำรั้ว ทำไมสร้างบ้าน ต้องมีเหล็กดัด

    ทำไมน้องหมีต้องบอกว่า ถ้าโลกนี้อาหารขาดแคลน เราไม่สามารถปลูกพืช
    เลี้ยงสัตว์ และอยู่อย่างมีความสุขบนที่ของเราได้
    ถ้าปราศจากรั้วรอบขอบชิดที่แข็งแรง พร้อมอาวุธปืนครบมือ???
     
    ทำไมน้องชายบอกว่า หลังเิกิดเหตุการณ์ 9-11 ไฟดับทั้งเมือง
    ประมาณ 9 เดือน หลังจากนั้นอัตราการเกิดของทารกพุ่งสูงปรี๊ด???
     
    ทำไมพอเราสร้างบ้านเสร็จ
    เดี๋ยวเราก็ต้องสร้างกรงมาขังตัวเองเหมือนที่เราทำในสวนสัตว์ด้วย???

    ดีใจได้ยินเสียงหัวเราะของน้องชายกลับมาอีกครั้ง

    I อาทิตย์ที่แล้วได้ยินข่าวว่าน้องชายป่วย ต้องพากลับบ้านกระทันหัน
    จากคำบอกเล่าหลังจากการกลับมา
    เหตุการณ์เริ่มตอนเทรนนิ่งอยู่ แ้ล้วเริ่มรู้สึกตาพร่ามัว มองกระดานไม่ชัด
    เข้าใจว่าตัวเองมองแสงที่จ้าเกินไปของบีมเมอร์ เลยทำให้ตาพร่าไป
    พักเที่ยง ก็ไปทานข้าวตามปกติ แล้วก็เริ่มเกิดอาการ...
    ร่างกายเริ่มขาดการควบคุม พูดแปร่ง ๆ ไม่รู้เรื่อง เบลอ ๆ และปวดหัว
    เพื่อนที่บริษัทก็เลยต้องพาไปส่งเพื่อพักผ่อนต่อที่บ้าน
    เพื่อนอีกคนก็ขี่มอเตอร์ไซต์ (ที่ตอนเช้าเราเห็นเค้าเป็นคนขับมาอยู่เลย) ตามไปส่งที่บ้าน
    หลังจากนอนพักผ่อนไปประมาณชั่วโมงครึ่ง ก็เริ่มมีสติ และสามารถควบคุมร่างกายได้เป็นปกติ
    จากคำบอกเล่าของเพื่อนที่บริษัทบอกว่า ปีนี้เป็นปีที่สามที่น้องชายมีอาการแบบนี้
    เค้าจะเป็นแบบนี้ปีละครั้ง....
     
    น้องชายบอกว่า มันน่าจะเป็นอาการของไมเกรน...
    แต่ยังไม่รู้ และตรวจไม่พบว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้นอาการ
    เพราะโดยทั่วไปอาการของไมเกรนมักเกิดจากตัวกระตุ้น
    บางคนอาจแพ้กลิ่นบุหรี่ ช็อกโกแลต หรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ
     
    II เมื่อวันก่อนดูสัมภาษณ์ดาราผู้หญิงท่านหนึ่ง ผ่านรายการวันวานยังหวานอยู่
    เป็นการสัมภาษณ์พร้อมการใส่กลิ่นอายของผลกระทบจากกรรมเก่าที่เราเคยทำไว้
    ดาราหญิงคนนี้ให้สัมภาษณ์ว่า เค้าเป็นไมเกรน ขนาดว่าปวดหัวมากจนอยากฆ่าตัวตายมาก่อน
    หลังจากทำบุญมาก ๆ อาการเหล่านั้นก็ค่อย ๆ เกิดน้อยลง
    จากปีละหลายครั้ง เป็นเดือนละครั้ง จนมาเป็นปีละครั้งแบบในปัจจุบัน
    เค้ายังเชื่ออีกว่า น่าจะเกิดจากการที่ตอนเป็นวัยรุ่น เค้าทุบหัวปลาช่อนเพื่อจะเอาไปย่าง
    แต่ไม้หน้าสามดันแฉลบ ทำให้มันไม่ตายทันทีจากการทุบครั้งนั้น
    แล้วเค้าก็ไม่กล้าทุบมันอีก (เนื่องจากกำลังช็อก เพราะไม่ได้ทำแบบนี้บ่อย ๆ)
    ก็เลยเอาไม้เสียบจากปากจนถึงหางเลย เพื่อเอาไปย่างไฟ
     
    เรื่องราวที่เกิดคนละมุมโลกเลย สองเรื่องนี้ไม่รู้ว่าจะเทียบเคียงกันได้อย่างไร...
    เพราะไม่รู้ว่าน้องชายเคยทุบหัวปลาช่อนมาก่อนรึเปล่า????!!!!
     
    แต่เราว่าที่น่าเป็นห่วงคือ อาการของเค้ามันไม่มีอาการอะไรมาเตือนก่อนล่วงหน้าเนี่ยแหละ....
    June 01

    รัสเซีย-ฟินแลนด์ (19-25 May 09)

    เริ่มต้นการไปเยือนถิ่นหมีขาวนี้เพราะที่เนเธอร์แลนด์นั้นมีวันหยุดติดต่อกันสองวัน คือวันที่ 21 และ 22 พฤษภาคม (พฤหัสและศุกร์)
    ก็เลยคิดว่าน่าจะไปเที่ยวที่ไหนเพื่อให้ได้ใช้วันหยุดที่ที่นี่ไม่ค่อยมีเท่าไหร่ ให้มันคุ้มค่าดี
    ก็เลยคิดถึงฟินแลนด์เพราะค่าตั๋วก็พอรับได้ที่ 200 ยูโร และก็คิดว่าจะนั่งรถไฟจากฟินแลนด์ไปเซ็นท์ปีเตอร์สเบิร์ก
    และถ้าเป็นไปได้ก็อยากได้ธงอีกประเทศนึงคือ เมือง Tallin ประเทศเอสโตเนีย ตอนแรกก็คิดว่าจะต้องทำวีซ่าซึ่งคงดำเนินการไม่ทัน
    ก็เลยตัดไปจากโปรแกรม แต่จริง ๆ แล้ว เอสโตเนีย, ลัทเวีย และลิทัวเนียนั้น เข้ารวมเป็นกลุ่มประเทศเชงเก้นแล้วตั้งแต่ปี 2007
    พอเช็คตั๋วไปเช็คตั๋วมาก็เลยกลายเป็นว่าแผนเปลี่ยนเป็น เราจะบินด้วยสายการบิน KLM จาก อัมสเตอร์ดัมไปมอสโคว์
    แล้วนั่ง Night Train ไปที่ St Petersburg นั่งรถไฟไปต่อที่ Helsinki แล้วบินกลับด้วยสายการบิน KLM จากที่นั่น
     
    19-May-09  20:40 Amsterdam, Ned     02:00 Moscow, Russia            Hotel: Godzillas Hostel
    20-May-09  Moscow, Russia                                                           Hotel: Godzillas Hostel
    21-May-09  00:30 Moscow, Russia     08:48 St Petersburg, Russia    Hotel: Night Train
    22-May-09  St Petersburg, Russia                                                   Hotel: Nevsky Hostel
    23-May-09  16:34 St Petersburg         21:58  Helsinki, Finland           Hotel: Artur
    24-May-09  Helsinki                                                                       Hotel: Airport       
    25-May-09  06:45 Helsinki                  08:15  Amsterdam, Ned
     
    การเดินทางโดย KLM นั้นขาไปปรากฎว่าเค้าถึงมอสโคว์ก่อนเวลาที่กำหนด 1 ชั่วโมงแหละ
    กะไว้ว่าจะไปกดเงินสดเอาที่นู่น แต่ปรากฎว่าตู้ไหน ๆ มันก็กดไม่ออก ก็เลยต้องยืมตังค์ยูโรพี่หนุ่มเพื่อแลกที่ตู้กันตายไปร้อยยูโร
    ได้มาประมาณ 4,230 รูเบิ้ล
    ข้อแนะนำที่ 1: การแลกเงินที่สนามบิน Schiphol นั้น 1 ยูโร ได้  38 รูเบิ้ล, ที่สนามบินมอสโคว์ก่อนออกตรง custom สุดโหด
    ที่ 36 รูเบิ้ล ส่วนที่ได้เรทดีที่สุดเห็นจะเป็นตู้แลกเงินที่อยู่ด้านนอก คือประมาณ 42 รูเบิ้ล เพราะฉะนั้นหากมาเที่ยวควรเตรียมเงินสด
    เป็นเงินยูเอส หรือยูโรก็ได้ เพื่อมาแลกเอาที่ตู้แลกเงินสด หรือที่บูทข้างนอกก็ได้
     
    เนื่องจากเมื่อเดินทางถึงสนามบิน Sheremetyevo ที่มอสโคว์ตอนตีสองนั้น รถ shuttle bus และ Metro ยังไม่เปิดให้บริการ
    ข้อแนะนำที่ 2 :การเรียกแท็กซี่เดินทางเข้าเมืองเองนั้นเป็นสิ่งต้องห้ามเลยทีเดียว
    เราก็เลยตัดสินใจจองแท็กซี่ที่โฮสเทลให้มารับ ค่าบริการเป็นเงิน 2000 รูเบิ้ล หรือประมาณเกือบ 50 ยูโร
    (ไปกันสี่คนก็พอไหว เพราะเดินทางเองก็ตกคนละไม่ต่ำกว่า 250 รูเบิ้ล)
    ระหว่างนั่งรถเข้าตัวเมือง รู้สึกเหมือนกำลังนั่งรถแถว ๆ พระราม 9 ยังไง ๆ ก็ไม่รู้...
     
    สำหรับคนไทยนั้นเรามีข้อตกลงพิเศษว่าไม่ต้องใช้วีซ่าในการเข้าประเทศน้อยกว่า 30 วัน
    และถ้าอยู่ในประเทศเค้าน้อยกว่า 3 วันทำงาน ไม่ต้องทำการลงทะเบียนคนเข้าประเทศ
    แต่เนื่องจากต้องการป้องกันการเเกิดปัญหาเราก็เลยต้องลงทะเบียนที่พักทั้งสองที่
    ที่ Moscow ค่อนข้างแพงกว่าคือ 350 รูเบิ้ล ส่วนที่ St Petersburg แค่ 150 รูเบิ้ล
    ข้อแนะนำที่ 3: เมื่อเดินทางเข้าประเทศรัสเซียแล้วจะต้องทำการลงทะเบียนคนเข้าเมือง
     
    ตื่นเช้ามาระบบจองตั๋วรถไฟออนไลน์ของที่พักก็ดันมามีปัญหาอีก ก่อนการเดินทางออกเที่ยวเราจึงตัดสินใจไปที่สถานีรถไฟก่อน
    เพื่อจัดการจองตั๋วรถไฟไป St Petersburg และ Helsinki ให้เรียบร้อยก่อนเพื่อจะได้ไปเที่ยวอย่างสบายใจ
    เราเดินทางด้วยรถเมโทรไปที่สถานีรถไฟ ตอนไปซื้อตั๋ว สื่อสารกับป้าเค้านานมาก จนแล้วจนรอดก็ไม่รู้ว่าป้าเค้าต้องการอะไร
    โทรไปให้คุยกับคนที่โฮลเทลก็ไม่ได้คำตอบอะไร แต่ก็เห็นป้าเค้างุด ๆ ปริ้นท์ตั๋วออกมาให้
    เราจองเป็นตู้นอน 4 คน ราคาประมาณคนละ 60 ยูโร
    ข้อแนะนำที่ 4: ควรจองตั๋วออนไลน์มาก่อนจะดีกว่า เพื่อไม่ให้ไปเสียเวลาที่สถานีรถไฟ,
    ควรแปลชื่อเป็นภาษารัสเซีย และเตรียมพาสปอร์ตไปให้พร้อมก่อนทำการซื้อตั๋วรถไฟ  :o)
    เพราะป้าแกโม้งเม้งที่ต้องพิมพ์ชื่อพวกเราเป็นภาษาอังกฤษ แล้วชื่อ นามสกุลของพวกเราแต่ละคนก็แทบทำเอาป้าเค้ากระอักเลย
    พอซื้อเสร็จป้าแกทำหน้าโล่งใจมากกกกก
    แล้วก็ไปต่อด้วยการซื้อตั๋วรถไฟอินเตอร์จาก St Petersburg ไป Helsinki อันนี้ง่ายกว่าเดิมหน่อย
    แต่ก็ไม่วายที่คนขายเค้าจะส่ายหน้ากับชื่อ นามสกุลคนไทยอีกตามเคย :o)
    รวม ๆ แล้วเราใช้เวลาประมาณเกือบ 3 ชั่วโมงเลยทีเดียว
    ต่อจากนั้นเราก็ไปลุยพระราชวังเกลมลิน และ จัตุรัสแดง

    ส่วนวันที่สอง เราตั้งใจว่าจะไปดูท่านเลนินซะหน่อย ตอนแรกเห็นคนเค้าเข้าคิว ไม่คิดว่าจะเป็นคิวเข้าชมสุสานเลนิน
    ก็เลยเดินต่อไปด้านหน้า สุดท้ายก็ต้องเดินกลับมาต่อคิวเค้าอีกที บางคนเค้าไปมอสโคว์สอง สามครั้งแล้วยังไม่ได้เข้าชมเลยก็มี
    ต้องแพลนนิดนึง เพราะว่าเค้าให้เข้าชมแค่วันอังคาร พุธ พฤหัส  10:00 - 01:00 pm เท่านั้น
    เราต้องเอากระเป๋า และกล้องไปฝากที่ออฟฟิส (40 รูเบิ้ล) ก่อนเดินผ่านประตูตรวจโลหะ
    ส่วนวันที่สองที่มอสโคว์ เราไปเที่ยวกันที่โบสถ์เซนต์บาซิล
     
    รถไฟนอนที่จะเดินทางไป St Petersburg นั้น ค่อนข้างสะอาด ใช้ได้เลยทีเดียว เรียกว่าประหยัดเวลาเดินทางแล้วก็ค่าโรงแรมไปในตัว
    เมื่อเดินทางถึงเราก็นั่งเมโทรไปที่ที่พัก ที่ Nevsky Hostel ที่นี่แนะนำเลยทีเดียว อยู่ในตัวเมือง สะอาด เดินทางสะดวก
    ไม่ไกลจาก Hermitage เลย
    ถึงวันแรกเราก็ลุย Hermitage ในครึ่งวัน เรียกว่าได้เดินเหนื่อยได้ไม่แพ้ Lourve เลยทีเดียว
    เป้าหมายของเราที่เป็นห้องแสดงส่วนเอเซีย ดันมาปิดซะนี่ ทำให้ไม่ได้เห็นนิทรรศการของรัชกาลที่ 5 เลย
    แล้วต่อด้วยการนั่งเรือล่องแม่น้ำเนวา ชมเมือง
    วันที่สองที่เซ็นต์ เรานั่งเรือไฮโดรฟอยล์ไปที่เกาะเพื่อชมพระราชวังฤดูร้อน แต่ด้วยเวลาอันจำกัด เราเพียงแต่เดินชมในสวน
    แล้วก็นั่งเรือกลับ เพื่อจับรถไฟต่อไปที่เฮลซิงกิ
    ข้อแนะนำที่ 5: ต้องซื้อตั๋วให้กระเป๋าด้วย (ราคา 20 รูเบิ้ล) ไม่งั้นต้องเสียค่าปรับ 100 รูเบิ้ล
    เพราะเจ้าพนักงานนั้นเค้าจะเตรียมเอกสารแปลไว้ทุกภาษาเลยว่าเค้าคิดค่าปรับเท่าไหร่
    แหม ไอ้ที่ขอความช่วยเหลือแต่ละที่ไม่มีใครยอมพูดภาษาอังกฤษกับเราสักคน พอมันจะเอาตังค์นะแปลมาเป็นสิบภาษา
     
    ที่เฮลซิงกิเราค่อนข้างประทับใจกับการเดินทางด้วยรถสาธารณะอันสะดวกสบาย คนเป็นมิตร
    อาหารอร่อยถูกปาก มีให้กินตลอดเที่ยงวันยันเที่ยงคืน
    ข้อแนะนำที่ 6: แนะนำให้ซื้อตั๋ว Tourist Day ราคาประมาณ 6.80 ยูโร นั่งรถสาธารณะได้ทั้งหมด
    รวมถึงสามารถนั่งเรือฟรี ไปเที่ยวที่เกาะ Suomenlinna ซึ่งเป็นมรดกโลกอีกด้วย
     
    ข้อแนะนำทั่วไป:
    1. ควรมีสำเนาพาสปอร์ต, เอกสารลงทะเบียนเมื่อถึงรัสเซีย และเอกสารสำคัญติดตัวไว้ด้วย
    2. ควรมีเบอร์โทรศัพท์และที่อยู่สถานฑูตติดตัวไว้กรณีฉุกเฉิน
    3. สำหรับคนไทยที่ถือ resident permit holland ควรหัดฟังและพูดบางประโยคเป็นภาษาดัชต์ได้ เช่น เกิดวันที่เท่าไหร่ :o)