Suratsawadee's profilemy worldPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    March 28

    แข่งกันดี ไม่ดีสักคน ผลัดกันดี ได้ดีทุกคน ....

    การบรรยายธรรมะโดยท่าน ว.วชิรเมธี  ท่านได้ให้พร 4 ข้อ ดังนี้
     
    1. อย่าเป็นนักจับผิด  คนที่คอยจับผิดคนอื่น แสดงว่า หลงตัวเองว่าเป็นคนดีกว่าคนอื่น ไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเอง 'กิเลสฟูท่วมหัว ยังไม่รู้จักตัวอีก' คนที่ชอบจับผิด จิตใจจะหม่นหมอง ไม่มีโอกาส 'จิตประภัสสร' ฉะนั้น จงมองคน มองโลกในแง่ดี'แม้ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ถ้ามองเป็น ก็เป็นสุข'

    2. อย่ามัวแต่คิดริษยา 'แข่งกันดี ไม่ดีสักคน        ผลัดกันดี ได้ดีทุกคน' คนเราต้องมีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา คนที่เราริษยาเป็นการส่วนตัว มีชื่อว่า 'เจ้ากรรมนายเวร'  ถ้าเขาสุข เราจะทุกข์  ฉะนั้น เราต้องถอดถอน ความริษยาออกจากใจเรา เพราะไฟริษยา เป็น 'ไฟสุมขอน' (ไฟเย็น) เราริษยา 1 คน เราก็มีทุกข์ 1 ก้อน เราสามารถถอดถอนความริษยาออกจากใจเราโดยใช้วิธี 'แผ่เมตตา' หรือ ซื้อโคมมา แล้วเขียนชื่อคนที่เราริษยา  แล้วปล่อยให้ลอยไป

    3. อย่าเสียเวลากับความหลัง 90% ของคนที่ทุกข์ เกิดจากการย้ำคิดย้ำทำ 'ปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น' มนุษย์ที่สลัดความหลังไม่ออก เหมือนมนุษย์ที่เดินขึ้นเขาพร้อมแบกเครื่องเคราต่างๆ ไว้ที่หลังขึ้นไปด้วย ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว จงปล่อยมันซะ 'อย่าปล่อยให้คมมีดแห่งอดีต มากรีดปัจจุบัน'  'อยู่กับปัจจุบันให้เป็น'  ให้กายอยู่กับจิต  จิตอยู่กับกาย คือมี 'สติ' กำกับตลอดเวลา

    4. อย่าพังเพราะไม่รู้จักพอ 'ตัณหา' ที่มีปัญหา คือ ความโลภ ความอยากที่เกินพอดี  เหมือนทะเลไม่เคยอิ่มด้วยน้ำ  ไฟไม่เคยอิ่มด้วยเชื้อ ธรรมชาติของตัณหา คือ 'ยิ่งเติมยิ่งไม่เต็ม' ทุกอย่างต้องดูคุณค่าที่แท้ ไม่ใช่ คุณค่าเทียม  เช่น คุณค่าที่แท้ของนาฬิกา คืออะไร คือ ไว้ดูเวลาไม่ใช่มีไว้ใส่เพื่อความโก้หรู คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์มือถือ คืออะไร คือไว้สื่อสาร แต่องค์ประกอบอื่นๆ ที่เสริมมาไม่ใช่คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์ เราต้องถามตัวเองว่า 'เกิดมาทำไม' 'คุณค่าที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ตรงไหน 'ตามหา 'แก่น' ของชีวิตให้เจอ ' คำว่า 'พอดี'  คือ ถ้า 'พอ' แล้วจะ 'ดี'    รู้จัก 'พอ' จะมีชีวิตอย่างมีความสุข'
     
    โดย sixty
    March 27

    เป้าหมายเรื่องการรู้จักเป็นผู้ให้

    ติดมาหลายวัน ว่าอยากจะเขียนเรื่องการบริจาคเลือด

    เรื่องราวมันเริ่มต้นจากการตั้งเป้าหมายเรื่องการรู้จักเป็นผู้ให้ และสามารถทำอะไรได้บ้างในปีนี้

    ก็เลยปัดฝุ่นเรื่องการบริจาคเลือดขึ้นมา เพื่อต่อยอดงเป็นครั้งที่ 7

    สำหรับผู้ที่มีเลือดกรุ๊ปที่สุดแสนจะเป็นประโยชน์อย่างเรา "O"

    ได้ทำการลงทะเบียนออนไลน์ไปก่อนแล้วว่ามีความต้องการที่่จะบริจาคเลือดกับธนาคารเลือด

    ผ่านไปประมาณสองสัปดาห์...

    มีโทรศัพท์มาสัมภาษณ์ว่า

    -

    เคยบริจาคเลือดมาก่อนหรือไม่

    -

    เป็นคนที่ไหน เกิดที่ไหน อยู่ติดชายแดนไทยรึเปล่า

    -

    ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมาได้เดินทางไปประเทศไหนมาบ้าง

    (

    พอบอกว่า ดูไบ เค้าก็บอกว่าไม่เป็นอะไร มีบางประเทศที่เป็นตกเป็นผู้ต้องสงสัยเป็นพิเศษ ยกตัวอย่างเช่น ตุรกี...)

    -

    เคยสัก เคยรับเลือด เคยท้อง เคยทำศัลยกรรมมาก่อนหรือไม่

    คำถามรัวมาเป็นชุด ก็ตอบ ไป

    พอผ่านสัมภาษณ์รอบแรกเค้าก็ส่งจดหมายนัดมาเป็นวันคล้ายวันย่าโมออกศึกเลย :o) (วันจันทร์ที่ 23 มีนา 52)

    ไอ้ความตั้งใจจริงตอนวันอาทิตย์ก็เลยอดใจไม่ดื่มแอลกอฮอล์ พยายามนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

    (

    เนื่องจากเคยมีประวัติว่าไปบริจาคเลือดแล้ว เลือดมันลอย แบ่บว่านอนหลับพักผ่อนไม่พอ)

    เมื่อไปถึงธนาคารเลือดซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พัก ค่อนข้างแปลกใจว่า อวู้ มีคนมาันั่งรอบริจาคเลือดเยอะขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย

    ถามเพื่อนคนดัตช์เค้าบอกว่า การเป็นผู้ให้ หรือการรู้จักทำหน้าที่ของเค้ามันอยู่ในสายเลือด ดีจัง อยากให้คนบ้านเราเป็นแบบนี้บ้าง

    อีกเหตุผลนึง อาจจะเป็นเพราะว่าเค้าเปิดรับบริจาคถึงสองทุ่ม ซึ่งสะดวกสำหรับคนทำงานอย่างเรา

    เคยได้ยินเพื่อนจะไปบริจาคเลือดที่เมืองไทย ห้าโมงปุ๊บ เค้าปิดเลยบอกว่าหมดเวลาทำงานแล้ว อื้ม....

    พอไปจริง เค้าก็มีเอกสารให้กรอกเป็นพรืด คำถามเหล่านั้นก็เหมือนกับคำถามที่เคยสัมภาษณ์ผ่านโทรศัพท์นั่นแหละ

    ที่เห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนคือ แต่ละคนจะได้รับแฟ้มใส่เอกสารสีแดง และเมื่อกรอกเสร็จแล้วให้ไปวางไว้รวมกันในตะกร้า

    แต่ของดิฉันเป็น "สีขาว" หนึ่งในกองพะเนินของสีแดง...

    รออยู่สักพัก ก็มีคุณหมอมาหยิบแฟ้ม และพยายามจะเรียกชื่อของเรา แต่อึก อัก สักพัก ก็เลยแสดงตัวว่าดิฉันนี่แหละคะ

    ที่เป็นเจ้าของแฟ้ม แล้วคุณหมอก็พาเข้าไปในห้องเล็ก

    ก่อนอื่นคุณหมอก็ให้ชั่งน้ำหนักก่อนเลย...

    47

    คุณหมอบอกว่า "อืม.... ถ้าไม่รวมเสื้อผ้า รองเท้า ก็น่าจะ 45"

    คุณหมอบอกว่าได้รับจดหมาย แล้วได้รับโบรชัวร์หรือไม่ "เปล่าค่ะ ได้รับแต่จดหมายนัด"

    คุณหมอก็บอกมาอีกว่า แม้คุณจะอยากบริจาคเลือดอย่างไร แต่ทางเราไม่สามารถรับเลือดจากคุณได้

    เพราะ...

    ผู้บริจาคเลือดที่ต้องมีอายุอยู่ในช่วง 18 ถึง 70 ปีนั้น จะต้องมีน้ำหนักเิกิน 50 กิโลกรัมด้วย เพราะที่นี่เค้าจะรับเลือดคนละ 500 ซีซี

    ซึ่งต่างจากเมืองไทยที่จะรับคนละ 300 ซีซี

    ไม่แน่ใจว่าคนที่นี่เค้าโดยเฉลี่ยค่อนข้างตัวใหญ่หรือไม่ เค้าก็เลยเอาเลือดต่อคนเยอะกว่าคนบ้านเรา

    คุณหมอก็เลยแนะนำให้ไปบริจาคเลือดที่เมืองไทย :o)

    March 15

    แค่คนอีกคน

    หวัดดีดิว วันนี้นายร้องเพลงได้กินใจเรามากเลย เราว่าเพลง ๆ นี้สื่อถึงความเป็นตัวตนของนายได้ดีจริง ๆ วะ
     

    เนื้อเพลง: แค่คนอีกคน
    อัลบั้ม: ขอให้รักบังเกิด ปราโมทย์ วิเลปะนะ

    คงหวังสูงเกินไป จะให้เธอให้ความสำคัญ
    ชีวิตฉันมันเพียงฝุ่นดิน
    เพียงสักครั้งสักครา แค่เธอมาทักทายให้ได้ยิน
    มองแล้วยิ้มให้กันก็ดีแล้ว

    บอกกับตัวเองให้ฝันแค่พอประมาณ
    แค่ให้พอชื่นใจ บอกเอาไว้ว่าควรพอแค่นี้...
    แค่เป็นอีกคน คนอีกคน คนหนึ่งคน
    คนที่รักเธอไกลๆ คนที่ไร้ตัวตนในสายตา

    แค่คนอีกคน เป็นอีกคน
    คนที่มองอยู่ทางนี้หวังดีต่อเธอเรื่อยมา
    ไม่แคร์ว่าเธอไม่เคยเห็นค่าความสำคัญ
    คนรอบๆตัวเธอ แต่ละคนเค้าช่างดูดี
    มีพร้อมแล้วที่เธอต้องการ มองแล้วฉันเข้าใจ
    ได้แต่คอยเฝ้าดูและรับฟัง
    วันไหนที่เธอเจอคนที่รัก

    บอกกับตัวเองให้ฝันแค่พอประมาณ
    แค่ให้พอชื่นใจ บอกเอาไว้ว่าควรพอแค่นี้...

    แค่เป็นอีกคน คนอีกคน คนหนึ่งคน
    คนที่รักเธอไกลๆ คนที่ไร้ตัวตนในสายตา
    แค่คนอีกคน เป็นอีกคน
    คนที่มองอยู่ทางนี้หวังดีต่อเธอเรื่อยมา
    ไม่แคร์ว่าเธอไม่เคยเห็นค่าความสำคัญ

    แค่เป็นอีกคน คนอีกคน คนหนึ่งคน
    คนที่รักเธอไกลๆ คนที่ไร้ตัวตนในสายตา
    แค่คนอีกคน เป็นอีกคน
    คนที่มองอยู่ทางนี้หวังดีต่อเธอเรื่อยมา
    ไม่แคร์ว่าเธอไม่เคยเห็นค่าความสำคัญ
    March 09

    กีรติ

    และก็เหลือเรา นั่งอยู่เพียงผู้เดียว

    อยู่กับหัวใจสิ้นหวังและเลือนลาง


    เหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน ต้องอยู่บนหนทาง

    ที่ตัวฉันเองไม่เคยได้เลือกเลย


    แค่อยากจะเป็นเหมือนคนทั่วไป มีรักได้ดั่งใจต้องการ

    นี่ตัวฉันผิดหรือไร ฉันต้องใช้หนี้กรรมให้ใคร เจ็บที่มันต้องเป็นอย่างนี้
    มีชีวิตไม่เหมือนใคร ฉันไม่อาจเลือกทางได้เอง จะมีใครบ้างไหมที่จะมาเห็นใจ

    สิ่งที่ฉันมี ไม่เคยไขว่คว้ามัน แต่ที่ต้องการไม่เคยได้สมใจ
    อยากให้เรื่องจริง เป็นเพียงแค่ฝันไป อยากจะรักใครที่เขารักฉันจริง

    เข้าใจว่าความรักนั้นงดงาม แต่ฉันไม่มีวันจะได้เจอ

    นี่ตัวฉันผิดหรือไร

    ฉันต้องใช้หนี้กรรมให้ใคร เจ็บที่มันต้องเป็นอย่างนี้
    มีชีวิตไม่เหมือนใคร ฉันไม่อาจเลือกทางได้เอง จะมีใครบ้างไหมที่จะมาเห็นใจ

    เจ็บที่มันต้องเป็นอย่างนี้
    มีชีวิตไม่เหมือนใคร ฉันไม่อาจเลือกทางได้เอง จะมีใครบ้างไหมที่จะมาเห็นใจ

    ฉันตายโดยปราศจากคนที่รักฉัน แต่ฉันก็อิ่มใจว่า ฉันมีคนที่ฉันรัก