Suratsawadee's profilemy worldPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
October 22 VI เบอร์ 1 ของเมืองไทย “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร”
สำหรับเซียนคนนี้ ต้องถือว่าค่อนข้างที่จะฉีกแนวไปจากชื่อคอลัมน์ เพราะเขาได้ประกาศจุดยืนที่ชัดเจนมากว่าจะเป็น “เต่า” ซึ่งถือได้ว่าเป็นคนละสายพันธุ์ คนละสปีชีส์ และคนละไฟลั่มกับ “เสือ” แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ผีมือที่ฝากไว้ได้เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนแล้วของทั้งในและนอกวงการ คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากสำหรับ Value Investor (VI) เบอร์ 1 ของเมืองไทยคนนี้..เชิญพบกับชีวิต แนวคิดการลงทุนและวิธีคิดของ ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ได้ ณ บัดนาว จากวิศวกรสู่โลกการเงิน หลบภัยกลายเป็นวีไอ หนทางสองหมื่นลี้ต้องเริ่มที่ก้าวแรก เทใจให้เต็ม 100 หัวใจหุ้นคุณค่า จากยุ่งกลายเป็นรุ่ง ถือหุ้นแบบวีไอ ต้องติดตามและจินตนาการ ตัดสินใจซื้อหุ้น สภาพคล่องมีผลต่อการตัดสินใจ ไม่ต้องกลัว…ถ้าเป็นหุ้นดี การลงทุนไม่มีอะไร 100% ธุรกิจมันเป็นอะไรที่ Dynamic เล่นหุ้นสัมปทาน..ไม่ใช่ของกล้วยๆ ทองแท้หรือตะกั่ว ไม่ดูอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน ไม่สนบทวิเคราะห์ ลงทุนหุ้นก็ปลอดภัยได้..ถ้าเลือกให้ถูก นอร์มินีชื่อ “เพาพิลาส” แนะนำมือใหม่หัดเทรด หุ้นดีเพราะตัวเอง แต่แย่เพราะการเมือง สำหรับรอบนี้ที่มีการยึดสนามบินก็ต้องถือว่ารุนแรงกว่าที่คิดเอาไว้เยอะ เพราะแต่เดิมที่เรื่องการเมืองจะเป็นของนักการเมืองเล่นกันเอง แต่ตอนหลังดูเหมือนจะลุกลามเข้ามาที่ภาคเศรษฐกิจโดยตรงและลุกลามมาก ซึ่งก็น่ากลัวเพราะมันมากระทบของจริง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการเมืองไม่เคยทำให้ผมขายหุ้น แต่เราก็ต้องระวัง เพราะถ้าบ้านเมืองไร้ระเบียบกฎเกณฑ์ก็จะกระทบแรงและนาน ในเมื่อตอนนี้มันกลับขึ้นมาแล้วขั้นนี้ก็ต้องถือว่าพอรับได้ เศรษฐกิจโลกน่ากลัวกว่าการเมือง มาเร็ว เคลมเร็ว ไปเร็ว ชีวิตประจำวันทำอะไรก็สนุก ดวง..เรื่องจำเป็น ยังไม่สายที่จะตัดสินใจเปลี่ยนสไตล์การลงทุนมาเป็นแบบ Value Investor (VI) แบบ “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำเช่นกัน..เพราะก่อนจะก้าวไปถึงจุดนั้นต้องเรียนรู้ให้รอบด้าน โดยหัวใจสำคัญคือการเลือกหุ้นที่มีหัวใจสำคัญๆ ไม่กี่อย่างที่ต้องดูคือ 1) รายได้ไม่ลด 2) กำไรไม่ลด 3) หนี้ไม่มี 4) ความเสี่ยงที่จะเกิดจากความต้องการสินค้าน้อยลงมีน้อยมาก 5) ราคาต่ำแต่มีเงินปันผลจ่ายสูง และ 6) ต้องมีจุดแข็งทางด้านการตลาด โดยมีมาร์เก็ตแชร์เป็นอันดับ 1 และเป็นผู้นำอย่างโดดเด่น..นักลงทุนจะก้าวไปถึงเป้าหมายหรือไม่คงต้องวัดกันที่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ก็เท่านั้นเอง Investor Station ฉบับวันที่ 5-16 มกราคม 2552 คนรวย VS คนชั้นกลาง : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากรผมได้อ่านหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่ง เขียนโดย Keith Cameron Smith เรื่องความแตกต่างที่โดดเด่น 10 ข้อ ระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลาง และเห็นว่ามันมีความเป็นจริงอยู่พอสมควรจากการสังเกตของผม ดังนั้น จึงขอนำมาเผยแพร่ เพื่อที่ว่าเราจะได้รู้ว่า เราอยู่ในด้านไหนของสังคม และจะต้องทำอย่างไร เพื่อที่ว่าเราจะได้ย้ายจากการมีแนวโน้มที่จะเป็นคนชั้นกลางสู่การเป็นคนรวย ความแตกต่างข้อแรก ก็คือ เศรษฐีคิดยาว แต่คนชั้นกลางคิดสั้น ว่าที่จริงคนที่คิดสั้นที่สุดก็คือ คนจน พวกเขามักจะคิดอะไรแบบวันต่อวันทำนองหาเช้ากินค่ำ คนชั้นกลางนั้นมักจะคิดเป็นเดือนต่อเดือน นั่นคือ คิดถึงวันเงินเดือนออก แต่คนรวยจะต้องคิดยาวเป็นปีๆ หรือเป็นสิบๆปี ในใจของคนจน เขามักคิดแต่เฉพาะเรื่องของความอยู่รอดเป็นหลัก ในขณะที่คนชั้นกลางคิดถึงเรื่องความสุขสบายจากการจับจ่ายใช้สอยสินค้า ส่วนคนรวย เป้าหมายของพวกเขาชัดเจน เขาต้องการความเป็นอิสระทางการเงิน การคิดยาวนั้นมีพลังมหาศาล เพราะมันจะทำให้เขาอดออม และลงทุนระยะยาวซึ่งจะทำให้เงินงอกเงยแบบทบต้นเป็นเวลานาน และนี่คือ สูตรสำคัญที่สุดในการที่จะทำให้คนมั่งคั่ง ข้อสอง คนรวยพูดเกี่ยวกับเรื่องไอเดีย คนชั้นกลางพูดเกี่ยวกับสิ่งของ และคนจนพูดถึงเรื่องของคนอื่น นี่คงไม่ได้หมายถึง ว่าคนรวยไม่พูดเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งของหรือคนอื่น แต่หมายถึงว่า คนรวยจะพูดถึงเรื่องของคนอื่นน้อยกว่าคนจน และมักจะเป็นคนที่มีแนวความคิดดีๆ หรือมีมุมมองต่างๆ มากกว่าคนชั้นกลางและคนจน เบื้องหลังของนิสัยในเรื่องนี้คงอยู่ที่ว่า คนรวยนั้นมักจะมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าคนจนซึ่งมักจะชอบ “ซุบซิบนินทา” เป็นนิจสิน ในขณะที่คนชั้นกลางอาจจะเน้นการทำงานประจำ ชอบพูดถึงเรื่องรถยนต์ ดนตรี การพักผ่อนหย่อนใจ เป็นต้น ข้อสาม คนรวยยอมรับการเปลี่ยนแปลง คนชั้นกลางต่อต้านการเปลี่ยนแปลง คนชั้นกลางรู้สึกว่า การเปลี่ยนแปลงจะคุกคามชีวิตความเป็นอยู่ที่ตนเองเคยชิน ในขณะที่คนรวย คิดว่าการเปลี่ยนแปลงอาจนำมาซึ่งชีวิตที่ดีกว่า เขาคิดว่าในการเปลี่ยนแปลงมักมีโอกาสที่เขาอาจจะฉกฉวยได้ เบื้องหลังนิสัยนี้ อาจจะมาจากการที่คนรวย มีความมั่นใจสูงกว่าคนชั้นกลาง ที่มักจะกลัวว่าตนเองจะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งใหม่ๆ ได้ ข้อสี่ คนรวยกล้ารับความเสี่ยงที่ได้มีการพิจารณาและไตร่ตรองดีแล้ว คนชั้นกลางกลัวที่จะรับความเสี่ยง นี่เป็นนิสัยที่เป็นจุดอ่อนมากที่สุดของคนชั้นกลางในความเห็นของผม คนที่ไม่ยอมรับความเสี่ยงเลย จะพลาดที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีโดยสิ้นเชิง ขณะคนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่างที่ได้มีการศึกษามาเป็นอย่างดี จะสร้างผลตอบแทนที่ดีได้โดยที่ความเสี่ยงจริงๆ จะมีน้อยมาก ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือ คนชั้นกลางส่วนใหญ่ มักจะกลัวการลงทุนในหุ้น หรือตราสารการเงินที่มีความผันผวนของราคา โดยที่เขาไม่พยายามศึกษาว่าในระยะยาวแล้ว มันอาจจะมีความคุ้มค่ากว่าการฝากเงินในธนาคารมาก ในอีกมุมหนึ่ง คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่าง “บ้าบิ่น” เช่นคนที่เล่นหุ้นวันต่อวันเองก็ไม่ใช่นิสัยของคนรวย คนรวยต้องรับความเสี่ยงเฉพาะที่มีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ข้อห้า คนรวยเรียนรู้และเติบโตตลอดชีวิต คนชั้นกลางคิดว่าการเรียนรู้จบที่โรงเรียน นิสัยการเรียนรู้ไปเรื่อยๆ นี้ ผมคิดว่าเป็นหัวใจเศรษฐีจริงๆ เพราะในความรู้สึกของผม การเรียนรู้จากโรงเรียนเป็นเพียงพื้นฐาน ที่เรานำมาศึกษาต่อด้วยตนเองได้ และเวลาหลังจากการเรียนในโรงเรียนยาวมากเป็นหลายสิบปี ดังนั้นความรู้ส่วนใหญ่จึงควรที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่เราเรียนจบจากโรงเรียน โดยนัยของข้อนี้ คนรวยจึงน่าจะมีนิสัยรักการอ่านหรือการหาความรู้ต่อไปเรื่อยๆ ในขณะที่คนชั้นกลาง พอเรียนจบก็มักจะไม่สนใจอ่านหนังสือหรือหาความรู้ใหม่ๆ ความรู้ที่ผมคิดว่าคนชั้นกลางพลาดไป เพราะไม่มีการสอนในโรงเรียน ก็คือ ความรู้ทางด้านการเงินที่คนรวย มักจะศึกษาต่อเพราะเห็นถึงความสำคัญและอาจนำไปสู่ความร่ำรวยได้ ข้อหก คนรวยทำงานเพื่อหากำไร คนชั้นกลางทำงานเพื่อจะได้ค่าจ้าง คนรวยมองว่านี่คือ หนทางที่จะทำให้รวยได้มากกว่า แม้จะมีความเสี่ยง ในขณะที่คนชั้นกลาง มักจะไม่กล้าเสี่ยง และอาจจะมีความคิดสร้างสรรค์น้อยกว่า จึงมุ่งไปที่การหางานที่จะมีรายได้แน่นอน แต่รายได้จากการใช้แรงงานของตนเอง มีน้อยคนที่จะทำให้ตนเองรวยได้ ข้อเจ็ด คนรวยเชื่อว่าพวกเขาต้องใจบุญสุนทาน คนชั้นกลางคิดว่าพวกเขาไม่มีปัญญาที่จะทำบุญ ข้อนี้ผมเองคงไม่มีคอมเมนท์อะไร ส่วนหนึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจเนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องของแต่ละคน ที่ไม่ค่อยบอก หรือรู้กันยกเว้นกรณีที่เป็นการบริจาคใหญ่ๆ อย่างกรณีของบัฟเฟตต์หรือบิล เกตส์ ข้อแปด คนรวย มีแหล่งรายได้หลากหลาย คนชั้นกลางมีเพียงหนึ่งหรือสองแหล่ง ข้อนี้ก็เช่นกัน ผมเองไม่แน่ใจว่าคนรวยมีรายได้จากหลายแหล่ง เพราะรวยแล้วจึงไปลงทุนในทรัพย์สินหลายๆ อย่าง หรือมีทรัพย์สินหลายอย่างจึงทำให้รวย แต่ที่ผมเห็นชัดเจนก็คือ คนชั้นกลางนั้น มักไม่ลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยง ทำให้รายได้มักจะมาจากเงินเดือนเป็นหลัก ข้อเก้า คนรวยเน้นการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่งของตนเอง คนชั้นกลางเน้นการเพิ่มของเงินเดือน เป้าหมายของคนรวยนั้นอยู่ที่ว่าตนเองมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหนโดยมองที่ภาพรวม ดังนั้น ถ้าเขามีหุ้นอยู่ การที่หุ้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเขาก็มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นโดยที่เขาไม่ต้องเสียภาษี แต่คนชั้นกลางพยายามทำงาน เพื่อให้มีเงินเดือนสูงขึ้นแต่เขาอาจจะลืมไปว่าเขาจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นด้วย สรุปก็คือ คนรวยเน้นการลงทุนใช้เงินทำงานแทนตนเอง คนชั้นกลางเน้นการใช้แรงงานของตนเอง สุดท้ายข้อสิบ คนรวยชอบตั้งคำถามที่เป็นบวกและสร้างกำลังใจ เช่น ฉันจะสร้างรายได้เป็นเท่าตัวในปีนี้ได้อย่างไร? ในขณะที่คนชั้นกลางชอบตั้งคำถามที่เป็นลบ และเสียกำลังใจ เช่น จะหาเงินมาจ่ายหนี้ค่าบัตรเครดิตเดือนนี้ได้อย่างไร ? และนั่นก็คือ ความแตกต่าง 10 ข้อระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลางที่มีคนตั้งข้อสังเกตไว้ ซึ่งผมเชื่อว่าส่วนใหญ่น่าจะเป็นจริง แน่นอน คนรวยบางคนก็มีคุณสมบัติที่เป็นแบบคนชั้นกลาง และคนชั้นกลางจำนวนมากก็มีนิสัยแบบคนรวย แต่ถ้าเราอยากรวย ผมคิดว่า การยึดนิสัยแบบคนรวยน่าจะทำให้เรามีโอกาสมากกว่า คนรวย VS คนชั้นกลาง ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร Recommend Article on Oct 5th, 2009 October 19 My office today :o)แปดโมงเช้าเืพื่อนเค้าถึงออฟฟิสแล้วส่งรูปมาเซอร์ไพรส์
![]() ฮึ่ย เกิดไรขึ้นในออฟฟิสว่ะเนี่ย หรือเค้าเห็นเราเป็นเด็กก็เลยส่งลููกโป่งมาปลอบใจ ฐานที่จะปรับโครงสร้างองค์กร โดยการทำให้มันเล็กลง ก่อนที่จะประกาศให้รู้อย่างเป็นทางการวันจันทร์หน้าวะเนี่ย เอ หรือว่าจะเอาไว้ให้พนักงานไว้ผูกคอแล้วกระโดดตึกลงไปได้อย่างปลอดภัย...
ไม่เป็นแบบฟรานซ์เทเลคอมที่ฆ่าตัวตายกันไปแล้ว 25 คน จากแสนคน และแล้วก็ถึงบางอ้อว่าเค้าทำเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองหลังจากยักย้ายถ่ายโอน ผู้ใช้คนสุดท้ายจากค่ายสีส้มได้สำเร็จเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว... ไปซื้อปีกไก่ที่ตลาดไปตลาด ไปตลาด !!!!
เป็นคำสั่งการของสมองที่ต้องการให้เจ้าร่างกายที่ขี้เกียจ และกำลังหลับอุตุในวันเสาร์ตื่นตัว เหตุผลสำคัญที่ต้องการไปตลาดวันนี้เพื่อไปซื้อ "ปีกไก่"
ขอย้ำว่า "ปีกไก่" ปีกไก่อย่างเดียวเท่านั้น ซื้อเสร็จก็กลับบ้านเลย ทำไมที่จะต้องดั้นด้นไปซื้อปีกไก่ที่ตลาด ทำไมไม่ซื้อที่ซุปเปอร์ใกล้บ้าน ก็เป็นเพราะว่าที่ตลาดเค้าขายปีกไก่ทั้งท่อน
แต่ที่ซุปเปอร์ไม่รู้เป็นไร ชอบตัดปลายปีกทิ้ง... แบ่บว่ามันแทะไม่มัน :o) SAT 17-OCT-09 เม่าตายอย่างเขียด (แล้วเขียดมันตายยังไงหว่า???)วันนี้เข้าใจแล้วว่าทำไมเหล่าแมงเม่าถึงออกมาโวยวายเมื่อไม่สามารถเข้าไปทำการซื้อขายหุ้น (ส่วนใหญ่จะเป็นขาย) โลกนี้มันถูกเชื่อมต่อกันหมดแล้ว เมื่อเช้าคุยเรื่องหุ้นกับเพื่อนอยู่ดี ๆ คิงของยูป่วย!!!!! !!!!!????!!!! 15-Oct-09 ป้าก็รู้ว่าป้าถือยาวได้ แต่อยากเทคโพรฟิท แล้วไปซื้อที่ต่ำกว่านี้นี่นา October 13 การลดค่าของเงินอย่างร้ายกาจการลดค่าของเงินอย่างร้ายกาจ
ถ้ามีเงิน1 ล้านบาท เมื่อ 20 ปีก่อน ข้าวสารกิโลละ 10 บาท ซื้อได้ 100,000 กิโลกรัม เมื่อ 10 ปีก่อน ข้าวสารกิโลละ 20 บาท ซื้อได้ 50,000 กิโลกรัม ปีนี้ 2552 ข้าวสารกิโลละ 30 บาท ซื้อได้ 33,333 กิโลกรัม แสดงว่าแค่ราคาข้าวสาร ยังไม่รวม ไข่ กะปิ น้ำปลา มันก็ขึ้นปีละประมาณหนึ่งเปอร์เซ็นต์แล้ว นี่แสดงว่าอัตราเงินเฟ้อที่เค้าว่า ๆ กัน มันมีผลกับเงินเก็บของเราจริง ๆ เงินเฟ้อปี 2552
ครม. อนุมัติเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อปี 2552 อยู่ที่ 0.5 – 3.0% ต่อปี นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติเป้าหมายนโยบายการเงินประจำปี 2552 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อปี 2552 ที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยรายไตรมาสระหว่าง 0.5 – 3.0% ต่อปี เนื่องจากเงินเฟ้อพื้นฐานจะสะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อที่มาจากอุปสงค์ ทำให้มีความยืดหยุ่นมากกว่าเงินเฟ้อทั่วไป รวมทั้งจะมีการประชุมหารือระหว่างกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยทุกไตรมาส และเมื่อมีเหตุจำเป็น เพื่อทำให้นโยบายการเงินและการคลังมีความสมดุล ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมทั้งให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. รายงานพร้อมชี้แจงเมื่อเงินเฟ้อไม่อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดไว้
เราจะทำอย่างไรให้เงินของเราเพิ่มค่าโดยชนะค่าเงินเฟ้อกันดี???
มีวิธีอะไรบ้างที่อย่างน้อยเราจะลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยมากกว่า 3% ต่อปีเพื่อให้ชนะค่าเงินเฟ้อ 1. ปลูกข้าวกินเอง 2. เลี้ยงไก่ไข่เอง หรือ 3. ซื้อหุ้น advanc ปันผล 6-7% ต่อปี 4. บวชชี บวชพระ ไม่ต้องปลูกข้าว ไม่ต้องซื้อบ้าน ไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน มีคนกราบไหว้ด้วย มีโอกาสไปนิพพานด้วย แต่ชีลำบากกว่าพระ เพราะไม่ค่อยมีใครถวายของหรือปัจจัยเท่าไร ไม่มีกิจนิมนต์ด้วย ไปบินฑบาตรก็ไม่ได้ จะให้ดีมีเงินเก็บพอใช้แล้วไปเป็นชี จะได้อยู่อย่างพอเพียง แบบสบายๆ หรือ ... ทำไรได้อีก???? October 05 ต่างเชื้อชาติ ต่างเผ่าพันธ์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปร่วมงานวันเิกิดของน้องแพท.... นอกนั้นเป็นเพื่อนที่ทำงานของน้องหมดเลย บริษัทของน้องทำงานเกี่ยวกับการออกแบบท่อน้ำมันเป็นหลัก น่าตื่นเต้นดีเหมือนกัน ว่าในโลกนี้มีคนต่างเชื้อชาติ ต่างเผ่าพันธ์ ล้วนเดินทางมาตามหาฝันที่ประเทศนี้กันเยอะจริง ๆ ปล. ชอบสุดน่าจะเป็นได้ลองกินลูกไวน์ :o) |
|
|