Suratsawadee's profilemy worldPhotosBlogListsMore Tools Help

my world

Suratsawadee Kongsettakhonchai

Weather

Loading...

Custom HTML

ต้องไป ก่อนตาย :o) 1. กำแพงเมืองจีน 2. ปิรามิดที่อียิปต์ 3. นครวัด-นครธม เขมร 4. ภูเขาไฟฟูจิที่ญี่ปุ่น 5. ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ 6. ทัชมาฮาลที่อินเดีย 7. ซาฟารีที่แอฟริกา 8. ฮาร์บัดกลาเซียร์-อลาสก้า 9. น้ำตกไนแอง 10... ทำไมมันเยอะงี้ว๊า.....
November 06

วันนี้เกี่ยวข้าวเสร็จ

วันนี้เกี่ยวข้าวเสร็จ และต้องเอาไปตากด้วย ก่อนเอาไปเก็บ
ที่นา 5 ไร่ ใช้รถเกี่ยวแค่ประมาณหนึ่งชั่วโมง เสียตังค์ไป 2,400 บาท
ได้ข้าว 30 กระสอบ หักต้นทุนค่าทำ ได้กำไร 20,000 คิดเป็น 10% ของเงินลงทุนค่าที่ดิน
รวมค่าที่ที่เพิ่มขึ้นอีก ก็คือได้ไม่ต่ำกว่า 15% / ปี
แต่คิดไปคิดมา  ทำโรงสีคุ้มกว่า ไม่ต้องเสี่ยงไรเลย    - -"'
November 03

ที่อยู่-ที่ทำกิน

 

"หากหารจำนวนที่ดินของประเทศไทยทั้งหมดที่ประชาชนมีสิทธิพึงมี ประชาชนควรจะมีที่ดินคนละ 5 ไร่ ในขณะที่เมื่อหักพื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าออก เหลือพื้นที่เอกสารสิทธิเท่านั้น ประชาชนพึงจะมีที่ดินคนละ 2 ไร่เท่านั้น เมื่อผมพูดแบบนี้ หลายคนบอกว่าผมคิดแบบคอมมิวนิสต์ แต่หากไม่ทำเช่นนี้ ก็ควรมีความเท่าเทียมของสิทธิพื้นฐานของประชาชน...” ...นี่เป็นเสียงสะท้อนของ ประยงค์ ดอกลำใย ผู้แทนเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ต่อกรณี “ปัญหาที่อยู่อาศัย-ที่ดินทำกิน” ของคนไทย
   
เป็นเสียงที่เกิดขึ้นในงานสัมมนา “บทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อ    เร็ว ๆ นี้ เนื่องในโอกาสงานสมัชชาการจัดการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินโดยขบวนชุมชนและท้องถิ่น วันที่อยู่อาศัยโลก โดย พอช. หรือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับคณะอนุกรรมการพัฒนาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงเข้มแข็งของชุมชนเมืองและชนบท ภายใต้คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ
   
ในงานสัมมนางานนี้ มีผู้แทนทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรชุมชนทั่วประเทศ เข้าระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของปัญหาที่ดินทำกิน และแนวทางการแก้ไขปัญหา เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอแก่รัฐบาล
   
ข้อมูล-ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในงานนี้ถือว่าน่าสนใจ
   
และกับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายก็น่าสนใจเช่นกัน...
   
ทั้งนี้ ในส่วนของผู้แทนเครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯ ยังได้มีการตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาเรื่องของที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยในเมืองไทยเป็นปัญหาในเชิง “โครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม” ซึ่งแนวทางแก้ไขจะเชื่อมโยงถึง “กฎหมายภาษีที่ดิน” ที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลปัจจุบันระบุว่าจะมีการยกเครื่อง...แต่ตอนนี้ก็เงียบ ๆ ไป พร้อมกันนี้ก็มีการอ้างอิงถึงงานวิจัยของ ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่พบว่า.....
   
ประเทศไทยมีที่ดินที่มีเอกสารสิทธิถูกต้องราว 130 ล้านไร่ ซึ่งในจำนวนนี้ เกือบ 100 ล้านไร่ เป็นของคนกลุ่มเล็ก ๆ คือประมาณร้อยละ 10 ของประเทศ หรือ 6.5 ล้านคน ขณะที่คนอีก ราว 60 ล้านคน จะต้องใช้ชีวิตอยู่บนที่ดินเพียง 30 ล้านไร่ ซึ่งจุดนี้คือต้นตอปัญหาคนจนไม่มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย !!
   
กับข้อเสนอเชิงนโยบายในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ที่เสนอแก่รัฐบาล ที่ได้จากการระดมความคิดเห็น แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ... กลุ่มที่ 1 บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้อเสนอได้แก่... ออกกฎหมายกระจายอำนาจที่ประชาชนมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหา, รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนส่งถึงกระทรวงมหาดไทย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, ปฏิรูป ปรับปรุง แก้ไข กฎระเบียบ-กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหา เช่น กฎหมายควบคุมอาคาร ระเบียบการจัดหาที่ดิน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาทำได้ง่ายขึ้น
   
กลุ่มที่ 2 แนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินและการใช้ที่ดินสาธารณะและที่ดินรัฐ เพื่อที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ข้อเสนอแนะได้แก่... ประชาชนลุกขึ้นมาทำจริง และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม เกิดการรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง, จัดทำฐานข้อมูลร่วมกัน ทั้งฐานข้อมูลแต่ละครัวเรือน เพื่อนำสู่การจัดทำโฉนดชุมชน, การแก้ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 และ พ.ร.บ.ป่าสงวน พ.ศ. 2505 ประสานงานร่วมกันระหว่างภาคประชาชน ท้องถิ่น และท้องที่
   
กลุ่มที่ 3 กองทุนเพื่อที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน ข้อเสนอแนะได้แก่... สนับสนุนการจัดตั้ง กองทุนที่ดินที่อยู่อาศัยระดับชุมชน ให้เป็นรูปธรรม บริหารจัดการโดยชุมชนเป็นตัวตั้ง, องค์กรปกครองท้องถิ่นสนับสนุนกองทุนโดยคำนึงถึงปัญหา แบ่งรายได้เข้ากองทุน, จัดตั้ง กองทุนธนาคารที่ดินที่อยู่อาศัยระดับชาติ งบประมาณมาจากการสมทบกันของรัฐบาลกลางและท้องถิ่น ซึ่งเบื้องต้นอาจเริ่มจากเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจ พอช. ที่เป็นหน่วยประสาน-ดำเนินการยุทธศาสตร์เพื่อแก้ปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของเกษตรกร แล้วจึงพัฒนาเป็นกองทุน
    
ทั้งนี้ การมีส่วนร่วมของชุมชนและท้องถิ่น ต้องริเริ่มจากชุมชนเอง และชุมชนทำงานร่วมกับองค์กรท้องถิ่น โดยมีเครื่องมือสำคัญในการจัดการปัญหา 4 เรื่องคือ... 1.มีการสำรวจข้อมูลที่ดินและการใช้ประโยชน์ที่ดิน 2.มีการจัดการที่ดินร่วมกันหรือโฉนดชุมชนเพื่อให้เป็นที่ดินของกลุ่ม/องค์กรชุมชน 3.ท้องถิ่นมีอำนาจออกกฎหมายท้องถิ่นในการจัดการแก้ไขปัญหา 4.จัดตั้งกองทุนที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินในทุกท้องถิ่น
   
เหล่านี้เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายโดยสรุป เพื่อการ “แก้ปัญหาที่อยู่อาศัย-ที่ดินทำกิน” ของคนไทย เพื่อบรรเทาปัญหาที่ผู้แทนเครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯมองว่า ต้นตอสำคัญส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดกฎหมายควบคุม ด้วยเหตุผลคือเกรงจะกระทบต่อการลงทุน จนเกิดการกว้านซื้อที่จากคนจนโดยคนรวย บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ซื้อที่ในราคาถูกแล้วปั่นขายในราคาสูงลิบลิ่ว ซึ่งคนจนไม่สามารถเอื้อมถึง จนเกิดประเด็น-จนเกิดคำถามที่ว่า.....
   
“ปัจจุบัน วิธีที่คนจนสามารถจะมีที่ดินทำกินคือ...รุกพื้นที่ป่า !! วิธีที่คนจนจะมีที่อยู่อาศัยคือ...กู้หนี้ยืมสินมาซื้อบ้านแล้วผ่อนชำระ 20-30 ปี แต่ขอถามหน่อยว่า... ครอบครัวเกษตรกรจะต้องเพาะปลูกอะไรถึงจะมีเงินผ่อนบ้านที่อยู่กันได้อย่างเพียงพอ ซึ่งในปัจจุบันมีราคาเป็นหลักล้าน ??”.

Source: ข่าว MSN http://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=289755&ch=hn

ปล. ดีใจที่เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่มีที่ดินสำหรับปลูกข้าวกิน (พูดง่ายๆ ว่าไม่ต้องซื้อข้าวกิน)
อีกประมาณห้า หกวัน ข้าวในนาก็สุกพร้อมเกี่ยวแล้วจ้า!!!!

October 22

VI เบอร์ 1 ของเมืองไทย “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร”

 VI เบอร์ 1 ของเมืองไทย “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร”

nivete

สำหรับเซียนคนนี้ ต้องถือว่าค่อนข้างที่จะฉีกแนวไปจากชื่อคอลัมน์ เพราะเขาได้ประกาศจุดยืนที่ชัดเจนมากว่าจะเป็น “เต่า” ซึ่งถือได้ว่าเป็นคนละสายพันธุ์ คนละสปีชีส์ และคนละไฟลั่มกับ “เสือ” แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ผีมือที่ฝากไว้ได้เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนแล้วของทั้งในและนอกวงการ คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากสำหรับ Value Investor (VI) เบอร์ 1 ของเมืองไทยคนนี้..เชิญพบกับชีวิต แนวคิดการลงทุนและวิธีคิดของ ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ได้ ณ บัดนาว

จากวิศวกรสู่โลกการเงิน
ก่อนหน้าที่จะเข้าสู่วงการนี้ผมเป็นวิศวกรมาก่อนเพราะเรียนจบจากวิศวะจุฬาฯ ซึ่งถือว่าห่างจากโลกการเงินเยอะ แต่พอเรียนจบปริญญาเอกก็เริ่มต้นทำงานที่ บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรม หรือ IFCT ซึ่งเป็นสถาบันการปล่อยกู้และมีส่วนร่วมในการบุกเบิกตลาดทุน พอตลาดหลักทรัพย์เริ่มบูมขึ้นมาก็ได้ย้ายมาอยู่ที่ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ (บงล.) นวธนกิจ อยู่ในส่วนงานวานิชธนกิจที่จะนำบริษัทจดทะเบียนเข้าตลาดฯ ระหว่างนั้นก็มีโอกาสได้เล่นหุ้นบ้างแบบว่าได้กำไรมาก็ขายไป แต่ก็ไม่ได้แอ็คทีฟมาก และก็ไม่ได้สั้นถึงขนาดเป็นเดย์เทรดเป็นระยะกลาง-สั้น ถือประมาณ 1-2 เดือน ตอนนั้นราวปี 2537-2538 เป็นช่วงที่หุ้นกำลังคึกคักและทุกคนเข้ามาเล่นกัน ซึ่งก็เป็นลักษณะของการที่เล่นเป็นงานอดิเรก ไม่ได้อิงการวิเคราะห์ตัวหุ้นซักเท่าไหร่ อาศัยดูจากสภาพตลาดโดยรวมเป็นหลักมากกว่าซึ่งก็จะซื้อหุ้นประเภทที่ผันผวนตามตลาด

หลบภัยกลายเป็นวีไอ
พอปี 2539-2540 เกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจจึงย้ายไปทำงานอยู่ดีแทคระยะหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้แอ็คทีฟงานอะไรมาก เป็นช่วงที่ค่อนข้างรีแลกซ์เสียมากกว่า มีเวลาทบทวนบทบาทของตัวเองเยอะ จึงกลายมาเป็น วีไอ (Value Investor) เต็มตัว และเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นนักเขียน ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่ตลาดหลักทรัพย์เงียบเหงามาก เป็นช่วงที่ทุกคนหยุดหมด ที่เปลี่ยนสไตล์การลงทุนมาเป็นแบบวีไอ เพราะตอนนั้นผมเริ่มศึกษาแบบจริงๆ จังๆ จึงเห็นว่าแนวนี้เป็นอะไรที่ค่อนข้างจะปลอดภัย และเห็นโอกาสที่หุ้นลงมาเยอะจาก 1700 จุด อีกทั้งช่วงนั้นก็กำลังตกงานไม่มีรายได้ประจำ ลูกก็ยังเล็ก ภรรยาก็ไม่ได้มีรายได้ประจำ จึงต้องการลงทุนเพื่อหารายได้ในอนาคต

หนทางสองหมื่นลี้ต้องเริ่มที่ก้าวแรก
เรื่องการลงทุน ผมลงไปเต็มตัว 100% ตอนดัชนีฯ อยู่ประมาณ 800 กว่าจุด ราวปลายปี 2540 (ตอนนั้นประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท) จุดหลักก็คือผมไปเห็นหุ้นบางตัวที่มีราคาลงมาเยอะมากและไม่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยกำไรและเงินปันผลไม่ได้ลดลงเลย ในขณะที่บางตัวกลับสวนทางดีขึ้นด้วย อย่างเช่นหุ้นส่งออก เป็นต้น ซึ่งได้ผลบวกจากการที่ค่าเงินบาทอ่อนลง การที่เข้าไปซื้อก็เน้นตัวธุรกิจจริงๆ ไม่ได้หวังกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น เพราะหุ้นตัวที่ซื้อราคานิ่งมากวอลุ่มก็ไม่ค่อยมี คนที่เล่นหุ้นตอนนั้นหวังกำไรจาก Capital Gain คงยาก หวังได้อย่างเดียวคือเงินปันผล ก็เลยทยอยเก็บหุ้นไปเรื่อยจนเงินหมดโดยไม่รู้ตัว..ซึ่งตอนนั้นมีเริ่มต้นประมาณ 10 ล้านบาท

เทใจให้เต็ม 100
ถึงแม้ว่าจะลงทุนเต็ม 100% ตอนนั้นก็ไม่ได้มีแผนสำรองว่าถ้าหากผิดพลาดขึ้นมาจะทำอย่างไร แต่เชื่อมั่นว่าหุ้นแต่ละตัวที่ซื้อมานั้นแข็งแกร่งและโอกาสที่จะขาดทุนมีน้อยมาก แถมยังมีการกระจายการลงทุน 7-10 ตัว อาทิ TF, WACOL, SSC, APRINT เป็นต้น ซึ่งทำให้โอกาสที่จะพลาดจึงต่ำลงไปอีก แต่ถ้าเกิดพลาดขึ้นมาก็คงจะไม่พลาดแบบหายนะ อาศัยจากปันผลก็ยังทำให้อยู่ได้ ต้องยอมรับว่าความโดดเด่นของเครือสหพัฒน์ฯ ตอนนั้นคือ ไม่มีหนี้ เพราะเคยเจอวิกฤติการลดค่าเงินบาทสมัยป๋าเปรม จึงไม่มีการไปก่อหนี้ต่างประเทศ และจริงๆ คือไม่ก่อหนี้เลย ทำให้มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง และตัวธุรกิจของเขาคือ คอนซูมเมอร์โปรดักส์ การที่ถึงแม้ประชาชนจะลดการใช้จ่าย แต่จะไม่ลดพวกนี้หรือลดน้อย เช่น มาม่า ตอนเกิดวิกฤตแล้วยอดขายกลับดีขึ้น หลังจากนั้นดัชนีหุ้นก็ลงต่อจาก 800 จุดมาที่ 200 กว่าจุด แต่พอร์ตของผมกลับสวนทางขึ้นมีกำไร และหากเทียบกับดัชนีฯ วันนี้ก็ถือได้ว่าลงมาครึ่งหนึ่งของเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่พอร์ตของผมก็โตมาได้หลายสิบเท่า ซึ่งก็ถือว่าวิธีแบบนี้สามารถทนทานต่อภาวะตลาดได้

หัวใจหุ้นคุณค่า
ประเด็นสำคัญของหุ้นที่ผมเลือกซื้อคือ ต้องดูว่า 1) รายได้ไม่ลด 2) กำไรไม่ลด 3) หนี้ไม่มี 4) ความเสี่ยงที่จะเกิดจากความต้องการสินค้าน้อยลงมีน้อยมาก 5) ราคาต่ำแต่มีเงินปันผลจ่ายสูง และ 6) ต้องมีจุดแข็งทางด้านการตลาด โดยมีมาร์เก็ตแชร์เป็นอันดับ 1 และเป็นผู้นำอย่างโดดเด่นซึ่งทิ้งห่างเบอร์ 2 จากหลักทั้งหมดนี้ทำให้ความเสี่ยงเฉพาะของหุ้นแต่ละตัวมีน้อยมาก และถ้ามีเป็นพอร์ตโฟลิโอ ความเสี่ยงมันก็จะลดลงอีกหลายเท่า เพราะฉะนั้นผมเลยรู้สึกว่าความเสี่ยงอันนี้รับได้เลย แม้กระทั่งถึงขั้นไม่มีงานทำก็รับได้ และคิดว่าในที่สุดแล้วเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวหุ้นพวกนี้ก็จะดีขึ้นอีก ก็เลยค่อยๆ ซื้อไป อย่างวิกฤตในปัจจุบันนี้นักลงทุนก็ต้องหาหุ้นที่ว่า ในที่สุดมันต้องกลับมาและธุรกิจที่ซื้อก็ต้องได้ประโยชน์โดยตรงชัดเจนไม่มีใครมาแย่ง

จากยุ่งกลายเป็นรุ่ง
ความจริงซื้อไปใหม่ๆ ก็กำไรไม่เยอะนะ ช่วงนั้นยังอยู่ในภาวะวิกฤต หุ้นยังลงต่ออยู่ จาก 800 จุดเหลือ 200 จุด แต่หุ้นที่ผมเลือกไม่ตกเลย แต่ปรับขึ้นตลอด ช่วงแรกๆ ก็ขึ้นสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ แต่พอเศรษฐกิจเริ่มฟื้นก็ปรับขึ้นทีละหลายสิบเปอร์เซ็นต์ตลอดเลย และก็ต่อเนื่องมาเป็น 10 ปี ซึ่งถ้าเทียบแบบปีต่อปี ก็มีเพียงปี 2546 ที่มูลค่ารวมของพอร์ตปรับลดลงจากปีก่อนหน้า ทั้งนี้เพราะปี 2545 ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นไปกว่า 100% ส่วนปีนี้ (2551) คาดว่าจะเป็นปีที่ 2 ที่ทำให้ผลตอบแทนในพอร์ตของผมลดลง หมายถึงว่าไม่ขยายตัวจากปีก่อนหน้า เพราะที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตมาโดยตลอด

ถือหุ้นแบบวีไอ
โดยเฉลี่ยหุ้นที่ถืออยู่ก็ประมาณ 4-5 ปี แม้ว่าตอนซื้อมาไม่ได้มีเป้าหมายว่าจะถือตลอดไป แต่ก็ไม่ได้มีเป้าหมายว่าจะขายเมื่อไหร่เหมือนกัน เมื่อซื้อมาแล้วก็ติดตามไปเรื่อยๆ อันแรกก็ติดตามฐานะทางการแข่งขันและการตลาดก่อน จากนั้นก็ค่อยไปดูฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน ดูพัฒนาการไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเราเห็นว่ามีพัฒนาการตกต่ำลงจึงค่อยขายออกไปอย่างเช่น หุ้นเสริมสุข (SSC) ที่หลังๆ ก็นิ่งมากและไม่มีอะไรใหม่ๆ ออกมา พฤติกรรมผู้บริโภคก็เริ่มเปลี่ยนไปหาเครื่องดื่มสุขภาพมากขึ้น ผลการดำเนินงานก็ลดลงก็เลยขายไป เพื่อเล่นตัวอื่นที่มาแรงกว่า ถูกกว่า ผลการดำเนินงานดีกว่า ซึ่งก็คือการสวิตช์ ทั้งนี้ก็ต้องมีการประเมินอยู่ตลอดเวลา และในช่วงตลอดเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมาไม่เคยคิดที่จะขายเพื่อเก็บเงินสด คือก่อนจะขายจะต้องมีตัวใหม่มาเปรียบเทียบก่อน ถ้าตัวใหม่เปรียบเทียบแล้วดีกว่าจึงจะขายตัวเก่าและซื้อตัวใหม่

ต้องติดตามและจินตนาการ
จริงๆ การติดตามเกี่ยวกับข้อมูลและข่าวสาร ผมว่ามันอยู่รอบตัวเลย อย่างเช่น พออ่านหนังสือพิมพ์แล้วก็วิเคราะห์ไปเรื่อยๆ สถานการณ์เป็นอย่างนี้แล้วจะกระทบกับตัวบริษัทอย่างไร จากนั้นก็ลงไปดูในท้องตลาด เป็นการวิเคราะห์จากสภาพแวดล้อมซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ผมจะติดตามดูผลิตภัณฑ์ของบริษัทสม่ำเสมอ ยอดขาย ความรับรู้ของผู้บริโภค การขยายตัวเป็นอย่างไร ซึ่งเราไม่รู้สึกเลยว่าเป็นการทำงาน นอกจากนี้ก็ยังอ่านหนังสือเกี่ยวกับการลงทุน หนังสือเกี่ยวกับธุรกิจอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็เป็นเท็กซ์บุ๊ค แล้วก็นำทั้งหมดมาวิเคราะห์เข้ากับสถานการณ์ในเมืองไทย หรือเรียกว่าจินตนาการ ซึ่งก็ถือได้ว่าทำเป็นประจำทุกวัน ส่วนใหญ่จะทำเวลาออกกำลังกาย เช่น จ็อกกิ้งไปคิดไป รวมถึงยังมีการเก็บข้อมูลทางการเงินจากงบที่ประกาศ แล้วก็รวบรวมตัวเลขพวกนี้เก็บไว้ในสมุด ตัวไหนที่น่าสนใจก็เก็บไว้ในจอเรดาร์ จดว่าแต่ละไตรมาสข้อมูลเป็นอย่างไร พัฒนาการเป็นอย่างไร แล้วก็จะนำพวกนี้ไปใส่จินตนาการเหมือนกัน

ตัดสินใจซื้อหุ้น
จากที่สะสมจากจินตนาการเป็นเวลาหลายเดือนบางทีไม่ได้ซื้อหุ้นซักตัว แล้วพอมาถึงวันหนึ่งก็สรุปว่าถึงเวลาที่จะซื้อแล้วก็ซื้อเก็บเอาไว้ อย่างบางปีซื้อหุ้นแค่ 1-2 ตัวแค่นั้นเอง ไม่ใช่ซื้อหลายๆ ตัวแบบเบี้ยหัวแตก ส่วนจำนวนการซื้อตอนนี้ถ้าคิดว่าซื้อไม่ถึง 5% ของพอร์ตก็จะไม่อยากซื้อเพราะน้อยเกินไป เพราะถ้าหุ้นขึ้นเยอะๆ ก็ไม่ได้เป็นเงินอะไรมาก ฉะนั้นหลังๆ จึงเน้นไปเป็นแบบ โฟกัสอินเวสเมนท์ มากขึ้น คือถ้าซื้อน้อยเกินไปก็อย่าไปซื้อมันเลย มันจะดีจะอะไรช่างหัวมันเหอะ ต่อให้มันกำไร 100% ก็ไม่ได้สร้างความแตกต่างให้พอร์ตเรา สำหรับปัจจุบันในพอร์ตมีหุ้นอยู่ประมาณ 10 กว่าตัว แต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นหุ้นใหญ่ทุกตัว เพราะมีเหตุผลในการซื้อที่แตกต่างกัน

สภาพคล่องมีผลต่อการตัดสินใจ
การสะสมหุ้นจาก 0% ถึง 5% ใช้เวลาไม่นานมาก บางทีก็แค่อาทิตย์หรือสองอาทิตย์ก็ซื้อเสร็จแล้ว ส่วนเรื่องของสภาพคล่องนั้นแต่เดิมที่เป็นพอร์ตเล็กก็จะไม่ดู เพราะเราเงินนิดเดียวก็ซื้อไปได้เรื่อย ทุกตัวมีสภาพคล่องหมดในสายตาเรา แต่ถึงวันนี้มันมีผลเพราะถ้าสภาพคล่องน้อยเกินไป ถึงอยากซื้อก็ซื้อไม่ได้ ซื้อไปแล้วราคาก็วิ่งขึ้นไปก่อนที่เราจะเก็บได้เยอะๆ หรือเวลาขายก็ขายลำบาก ซึ่งไม่คุ้ม เพราะฉะนั้นหลังๆ สภาพคล่องก็เป็นปัญหาเหมือนกัน

ไม่ต้องกลัว…ถ้าเป็นหุ้นดี
อย่าง STANLY ในตอนนั้นเป็นไปตามสตอรี่ของผมเป๊ะเลย เพราะสำหรับเมืองไทยรถยนต์ถือได้ว่ามีความจำเป็น ก่อนวิกฤติมียอดขาย 6-7 แสนคัน แต่พอเจอต้มยำกุ้งยอดขายมันตกลงมาเหลือแสนกว่าคัน ซึ่งผมรู้ว่าอย่างไรมันต้องกลับมาเพราะเศรษฐกิจตอนนั้นมันวิกฤต คนจึงชะลอการซื้อออกไปปี-สองปียังพอได้ และผมรู้ว่า STANLAY ผลิตแผงไฟหน้าซึ่งจำเป็นกับทุกคัน ด้วยราคาที่ตกลงมาเยอะแต่หนี้ของบริษัทก็ไม่ได้เยอะ เป็นบริษัทที่ Well manage เป็นบริษัทที่มีความแข็งแกร่งสูงมากทางด้านการผลิต ผมก็ซื้อไป พอเศรษฐกิจเริ่มฟื้นและในช่วงหลังมีเรื่องของการส่งออกด้วยทำให้ได้กำไรหลายสิบเท่า ซึ่งผมก็ขายไปหลายปีแล้ว อันนี้ก็เป็นตัวอย่างว่าถ้าสตอรี่เป็นไปตามที่คิดราคามันก็จะไป แม้ว่าตอนซื้อใหม่ๆ มันจะไม่เป็นไปตามที่คิด เพราะผมซื้อก่อนที่ตัวเลขมันจะเหลือแสนกว่าคันด้วยซ้ำไป…แต่ว่าในที่สุดมันก็กลับมา

การลงทุนไม่มีอะไร 100%
ส่วนใหญ่ซื้อมาตอนแรกก็ไม่ค่อยขายหรอก ต้องผ่านไประยะหนึ่งจนเห็นว่าผลการดำเนินงานหรือว่าธุรกิจของเขาไม่สอดคล้องความคิดของเราที่จินตนาการไว้ก่อนหน้านี้ อย่างน้อยๆ ต้องใช้เวลาดูอยู่หลายไตรมาส แม้ราคาหุ้นจะมีการปรับตัวลงแต่ตราบใดที่มองไปในอนาคตแล้วยังเป็นไปตามที่เราคิดก็จะไม่ขาย รอว่าเมื่อไหร่จะกลับมา การลงทุนไม่มีอะไร 100% บางทีอาจจะมีอะไรที่เราไม่รู้แต่คนอื่นรู้ทำให้ราคาหุ้นมันลง อย่างนี้เราต้องระวัง จริงๆ แล้วผมจะมองไม่ค่อยผิด เพราะถ้ามองผิดแล้วจะอันตรายมาก เพราะซื้อเยอะ แต่จะชี้ให้เห็นว่าบางครั้งสิ่งที่คุณคาดอาจจะไม่เป็นไปอย่างที่คิด ด้วยเหตุที่สุดวิสัยก็ได้ มันไม่ใช่ว่ามองผิดหรอก แต่ธุรกิจมันเป็นอะไรที่ Dynamic มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ธุรกิจมันเป็นอะไรที่ Dynamic
ครั้งหนึ่งผมเคยซื้อหุ้นพิซซ่า ฮัท หรือ MINT ในปัจจุบัน ตอนนั้นผมชอบมากเพราะกิจการเติบโตเร็วมาก บริหารดี ธุรกิจหลายอย่างก็ดี พอผมซื้อไปทุกอย่างที่คาดไว้ไม่ผิดหรอก แต่ที่ไม่คาดฝันก็คือบริษัทโดนฝรั่งเอาแฟรนไชส์คืน ผมก็กลัวเลยเพราะตอนนั้น พิซซ่า ฮัท เป็นสัดส่วนรายได้ที่ใหญ่มากของบริษัท เป็นตัวหลักและผมก็เลยคิดว่าเขาคงแย่แน่เพราะคิดว่าสินค้าตัวนี้ต้องอาศัยชื่อ อันนั้นเป็นความเข้าใจผิดของเรา แต่หลังจากนั้นเขาสามารถสร้างแบรนด์ใหม่เป็นเดอะพิซ่า คอมพานี ขึ้นมา แต่ผมขายหุ้นไปแล้วเพราะนึกว่าสตอรี่มันเปลี่ยน ซึ่งราคาหุ้นมันก็ขึ้นมาตอนหลังอีกเป็นสิบเท่า ซึ่งผมไม่ได้อะไรเลย แต่ถ้าผมไปคิดใหม่ ถ้ามีประสบการณ์เหมือนวันนี้ผมจะไม่ขาย เพราะแบรนด์ก็ไม่ใช่สิ่งเดียวที่จะทำให้บริษัทอยู่รอดปลอดภัย มันยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ผสมกัน เช่น การผลิต พนักงาน สถานที่ ผู้บริหาร แต่ว่าตอนนั้นเราค่อนข้างจะอิงกับแบรนด์

เล่นหุ้นสัมปทาน..ไม่ใช่ของกล้วยๆ
สำหรับหุ้นสัมปทานที่บางคนอาจจะมองว่ามีรายได้ที่แน่นอนนั้น พวกนี้มันมักจะมีปัญหาเรื่องตัวสัมปทานว่าถ้าหมดอายุจะทำอย่างไร แต่ผมจะสนใจในแง่ที่ว่าถ้าราคาถูกมากแล้วสัมปทานที่มีอยู่เพียงพอ อันนั้นก็เป็นการลงทุนอีกแบบหนึ่งที่มีความเสี่ยงต่ำและได้ผลตอบแทนที่สมเหตุสมผล แต่ไม่ใช่หุ้นที่เราตั้งใจว่าจะอยู่กับมันจนตาย หุ้นพวกนี้ส่วนใหญ่จะมีสถานะทางการตลาดที่มั่นคงมากทำให้รายได้สามารถคาดการณ์ได้แน่นอน ซึ่งตรงนี้ก็เป็นเงื่อนไขที่สำคัญมากของผม ถ้าจะลงทุนรายได้และกำไรจะต้อง Very Predictable และถ้า Growth ได้ก็จะยิ่งดี แต่ว่าสัมปทานหลายตัวก็ไม่ได้กำไรเพราะจ่ายค่าสัมปทานเยอะ แต่ก็มีอีกหลายตัวที่สามารถทำกำไรได้ดี

ทองแท้หรือตะกั่ว
การพิสูจน์ง่ายนิดเดียวที่จะรู้ว่าสัมปทานที่ได้มานั้นดีหรือไม่ต่อบริษัท ก็ให้ไปดูกำไร ดูรายได้ที่ผ่านมาในช่วงหลายปี ตรงนี้จะชัดเจนเลย ถ้าเขากำไรต่อเนื่องมาตลอดแสดงว่าสัมปทานตัวนี้ทำกำไร แต่ถ้าขาดทุนมายาวนานก็แสดงว่าสัมปทานนั้นเป็นสัมปทานที่ไม่มีค่า แล้วค่อยมาดูกันอีกทีว่าจะให้ค่าหรือราคามันเท่าไหร่

ไม่ดูอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน
ในการลงทุนโดยปกติผมไม่ดูอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) เลย แต่จะไปดูที่ยอดหนี้เลยว่ามีกี่ล้าน แล้วมาดูเปรียบเทียบว่าหนี้ตรงนั้นมันสูงเกินฐานะทางธุรกิจหรือเปล่า มันจะมีความเสี่ยงที่จะล้มละลายมากน้อยแค่ไหน อย่างเช่น ธุรกิจโรงไฟฟ้าพวกนี้ถึงจะมีหนี้แต่ก็ไม่ใช่ปัญหามาก เพราะมีกระแสเงินสดแน่นอนเข้ามาหล่อเลี้ยง แต่บางบริษัทรายได้ไม่แน่นอนถึงจะมี D/E แค่ 1 เท่า แต่ถ้าเกิดพลาดขึ้นมามันหมายความว่าอาจจะเป็นอะไรไปหรือมีปัญหาก็ได้ เพราะฉะนั้นหนี้ของแต่ละบริษัทมีผลกระทบไม่เท่ากัน ดังนั้นการมองจึงต้องเทียบหนี้กับความมั่นคงของกระแสเงินสด

ไม่สนบทวิเคราะห์
บอกตามตรง แทบจะไม่ได้ดูเลย แม้บทวิเคราะห์จะมีรายละเอียดเยอะเพราะเขาทำงานแบบเต็มเวลา แต่ว่าส่วนใหญ่จะเป็นการวิเคราะห์แบบระยะสั้น เน้นแค่ไตรมาสหน้าหรือปีหน้าเท่านั้น ซึ่งเขาจะไม่สนใจเรื่องจุดแข็งของผลิตภัณฑ์ของบริษัท ทำให้ผมรู้สึกว่าอันนี้ไม่ตรงกับวิธีการของผม เพราะเรามองระยะยาว 4-5 ปีข้างหน้าและมองความเสี่ยงเยอะ เช่น ความเสี่ยงที่คู่แข่งจะเข้ามาแย่ง ความเสี่ยงที่จะไม่เป็นไปตามเป้าและปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย แต่โบรกเกอร์จะมองสั้นและไม่ค่อยสนใจเรื่องความเสี่ยง

ลงทุนหุ้นก็ปลอดภัยได้..ถ้าเลือกให้ถูก
การฝากเงินมันปลอดภัยในแง่ของการรักษาเงินต้นเท่านั้นเอง แต่ว่าการลงทุนหุ้นถ้าเราเลือกถูกมันก็ปลอดภัยเหมือนกัน..แต่ผลตอบแทนจะได้มากกว่า หลังจากที่ได้เริ่มลงทุนวันนั้นแล้ว ผมก็ยังมีเงินเติมเข้าไปตลอดเวลา ทำงานมีรายได้อะไรมาก็ลงกลับเข้าไป เพราะเรารู้สึกว่าต้องใช้มันไปทำงาน มีเงินเป็นไม่ได้ต้องลงทุน โดยไม่สนใจคำว่า Market Timing ผมลงทุนในหุ้นเกือบ 100% เก็บเป็นเงินสดไม่ถึง1% จากจุดเริ่มต้นถึงวันนี้พอร์ตผมเพิ่มขึ้นมาแล้วเกือบ 20 เท่า ในรอบระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมาดัชนีมีลงอยู่ 5 ปี ในปีที่ดัชนีลงเราก็ไม่ลง แต่ดัชนีขึ้นเราก็ขึ้นด้วย เพราะเราก็พยายามเลือกตัวที่ Outperform หมายความว่าในช่วงที่ตลาดลงของเราไม่ลดด้วยแต่เวลาขึ้นของเราต้องขึ้นดีกว่าตลาด

นอร์มินีชื่อ “เพาพิลาส”
หุ้นผมเกือบทั้งหมดอยู่ในชื่อภรรยา (เพาพิลาส) เพราะมีสมัยหนึ่งที่ตกงานไม่อยู่เป็นที่ต้องไปโน่นไปนี่ และสมัยก่อนต้องมีการตัดเงินชำระบัญชี ต้องมีคนคอนเฟิร์ม โบรกเกอร์ต้องมาให้เซ็นอะไรก็จะยุ่งยาก เพราะต้องเจอตัว ต้องเขียนเช็คต้องสั่งจ่าย ดังนั้นเพื่อความสะดวกเพราะภรรยาผมก็อยู่บ้านอยู่แล้วมันก็ง่าย ซึ่งมันก็โตมาเรื่อยๆ ไม่ได้มีปัญหาอะไร ถึงจะเป็นชื่อภรรยาแต่ผมก็สั่งซื้อสั่งขายเองโดยใช้วิธีมอบอำนาจ

แนะนำมือใหม่หัดเทรด
หุ้นตอนนี้ถูกๆ มีเยอะ แต่ควรเลือกกิจการประเภทที่เป็นผู้นำที่โดดเด่นในตลาด มีรายได้เกิดซ้ำ รักษากำไรไว้ได้ มีเงินสดดี อย่างน้อยก็ควรจะเท่ากับกำไร และราคาหุ้นถูก ซึ่งอย่างงี้คุณก็เลือกได้เลย ซึ่งก็จะช่วยให้เลือกหุ้นที่ปลอดภัยได้ อย่างกลุ่มโมเดิร์นเทรดทุกตัวเป็นแบบนี้ แม้บางตัวอาจจะมียอดขายลดลงแต่ถ้ามีโปรดักส์อยู่ในเทรนด์มีความต้องการใช้ ในที่สุดยอดขายก็จะกลับมาเท่าเดิมได้ สำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ถือเป็นโอกาสทองในชีวิต เพราะมีหุ้นที่ปลอดภัยและมีโอกาสที่จะได้กำไรสูงๆ เยอะ ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า สมัยตอนที่ผมเข้าไปตอนนั้นโหดร้ายกว่าเยอะ เพราะมีหุ้นเล็กๆ บางตัวที่รอดมาได้ แต่ตอนนี้มีบูลชิพที่มีความแข็งแกร่งสูงแต่ถูกๆ มากมาย แต่ก็ต้องศึกษาหน่อย ซึ่งก็ไม่ได้ยากหรอก

หุ้นดีเพราะตัวเอง แต่แย่เพราะการเมือง
การเมืองในประเทศไทยไม่ได้ทำให้หุ้นดีหรอก แต่มันจะทำให้หุ้นเสียหายได้และก็คิดว่าในที่สุดแล้วการเมืองก็จะกลับมาที่เดิมในสภาพที่ไม่ค่อยดี ไม่รุนแรง แต่ก็ไม่เลวร้ายดำดิ่ง เป็นการเมืองแบบไทยๆ ถ้าการเมืองทำให้หุ้นตก ส่วนใหญ่ถ้าได้ซื้อไปก็จะเป็นโอกาสเพราะมันจะเป็นแค่วิกฤตสั้นๆ และเดี๋ยวมันก็กลับมาเอง

สำหรับรอบนี้ที่มีการยึดสนามบินก็ต้องถือว่ารุนแรงกว่าที่คิดเอาไว้เยอะ เพราะแต่เดิมที่เรื่องการเมืองจะเป็นของนักการเมืองเล่นกันเอง แต่ตอนหลังดูเหมือนจะลุกลามเข้ามาที่ภาคเศรษฐกิจโดยตรงและลุกลามมาก ซึ่งก็น่ากลัวเพราะมันมากระทบของจริง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการเมืองไม่เคยทำให้ผมขายหุ้น แต่เราก็ต้องระวัง เพราะถ้าบ้านเมืองไร้ระเบียบกฎเกณฑ์ก็จะกระทบแรงและนาน ในเมื่อตอนนี้มันกลับขึ้นมาแล้วขั้นนี้ก็ต้องถือว่าพอรับได้

เศรษฐกิจโลกน่ากลัวกว่าการเมือง
สำหรับพิษเศรษฐกิจโลกตอนนี้ซึ่งทำให้ดัชนีลงมาครึ่งหนึ่งแล้ว ขายตอนนี้ก็ไม่คุ้ม มันคงบอกได้ยากว่าจะดำดิ่งไปสิบปีหรือเป็นแค่ปีสองปีแล้วมันจะหวนกลับมา มันก็ไม่มีใครรู้ แต่ด้วยราคาหุ้นขนาดนี้ผมก็คิดว่ามันคุ้มที่จะเสี่ยงต่อ ก็ต้องถือว่าเป็นอะไรที่น่ากลัวเหมือนกัน แน่นอนว่าน่ากลัวกว่าปัจจัยการเมือง

มาเร็ว เคลมเร็ว ไปเร็ว
ถึงตลาดจะวูบวาบขึ้นเพราะมีเฮดจ์ฟันด์ทำให้เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ผมก็ไม่ได้ปรับอะไรมาก เพราะถ้าเป็น วีไอ มองระยะยาวก็จะเน้นที่ตัวบริษัทส่วนใครที่จะมาเล่นหรือซื้อขายหุ้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นระยะสั้น แต่ในระยะยาวแล้วสิ่งที่จะบอกว่าราคาหุ้นจะอยู่ที่ไหนคือตัวบริษัทไม่ใช่นักลงทุนหรือเฮดจ์ฟันด์ เราไปกังวลว่าฝรั่งจะขายหรือซื้ออันนั้นมันระยะสั้น ผมยังไม่เคยเห็นเลยว่ามีบริษัทที่ดีเหลือเกินแล้วระยะยาวราคาตกเอาๆ มันต้องดีแต่ตอนนี้ระยะสั้นมันเป็นโอกาส บริษัทดีๆ ราคาหุ้นลดลงมาครึ่งหนึ่ง

ชีวิตประจำวันทำอะไรก็สนุก
ชีวิตประจำวันของผมก็มีทั้งการไปบรรยายที่นิด้า เขียนหนังสือ จัดรายการวิทยุ 96.5 FM ออกรายการมันนี่ทอล์ค ของมันนี่ชันแนล ตอนนี้ enjoy ทุกอย่างจะออกกำลังกายหรือทำอะไรก็สนุก ขึ้นอยู่กับว่าเลือกทำอะไรที่สนุกแล้วได้ประโยชน์ ดีกว่าที่เคยทำงานประจำที่มี 8 ชั่วโมงที่ไม่ค่อยสนุก ต้องหาเวลาว่างไปทำอะไรที่สนุกอีก การเป็นนักลงทุนไม่ต้องการอะไรเลย คุณต้องการแค่ความคิด ความกล้าและอารมณ์ เพราะมันเป็นการสู้รบในสมองจริงๆ ดูอย่างวอร์เรน บัฟเฟต์ ก็ไม่ได้มีตำแหน่งอะไรสำคัญ แต่สำหรับชื่อของเขา ประธานาธิบดีอเมริกาบางคนยังสู้ไม่ได้เลย

ดวง..เรื่องจำเป็น
สำหรับเรื่องดวง (แม็ททิว เอฟเฟ็กซ์) ผมว่ามันคือความจำเป็นประการหนึ่งเหมือนกัน แม้จะไม่ใช่เงื่อนไขที่ทำให้สำเร็จ แต่ดวงนี่จำเป็นพอสมควร ประมาณ 80-90% คือถ้าคุณไม่มีดวงแล้วโอกาสจะประสบความสำเร็จจะยากมาก แต่การมีดวงแล้วก็ไม่ใช่ประสบความสำเร็จเพราะต้องมีเงื่อนไขอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น ไอคิว เพราะฉะนั้นดวงเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นเหมือนกัน

ยังไม่สายที่จะตัดสินใจเปลี่ยนสไตล์การลงทุนมาเป็นแบบ Value Investor (VI) แบบ “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำเช่นกัน..เพราะก่อนจะก้าวไปถึงจุดนั้นต้องเรียนรู้ให้รอบด้าน โดยหัวใจสำคัญคือการเลือกหุ้นที่มีหัวใจสำคัญๆ ไม่กี่อย่างที่ต้องดูคือ 1) รายได้ไม่ลด 2) กำไรไม่ลด 3) หนี้ไม่มี 4) ความเสี่ยงที่จะเกิดจากความต้องการสินค้าน้อยลงมีน้อยมาก 5) ราคาต่ำแต่มีเงินปันผลจ่ายสูง และ 6) ต้องมีจุดแข็งทางด้านการตลาด โดยมีมาร์เก็ตแชร์เป็นอันดับ 1 และเป็นผู้นำอย่างโดดเด่น..นักลงทุนจะก้าวไปถึงเป้าหมายหรือไม่คงต้องวัดกันที่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ก็เท่านั้นเอง

Investor Station ฉบับวันที่ 5-16 มกราคม 2552
คอลัมน์กว่าจะมาเป็นเสือ
VI เบอร์ 1 ของเมืองไทย “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร”

คนรวย VS คนชั้นกลาง : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ผมได้อ่านหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่ง เขียนโดย Keith Cameron Smith เรื่องความแตกต่างที่โดดเด่น 10 ข้อ ระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลาง และเห็นว่ามันมีความเป็นจริงอยู่พอสมควรจากการสังเกตของผม ดังนั้น จึงขอนำมาเผยแพร่ เพื่อที่ว่าเราจะได้รู้ว่า เราอยู่ในด้านไหนของสังคม และจะต้องทำอย่างไร เพื่อที่ว่าเราจะได้ย้ายจากการมีแนวโน้มที่จะเป็นคนชั้นกลางสู่การเป็นคนรวย

ความแตกต่างข้อแรก ก็คือ เศรษฐีคิดยาว แต่คนชั้นกลางคิดสั้น ว่าที่จริงคนที่คิดสั้นที่สุดก็คือ คนจน พวกเขามักจะคิดอะไรแบบวันต่อวันทำนองหาเช้ากินค่ำ คนชั้นกลางนั้นมักจะคิดเป็นเดือนต่อเดือน นั่นคือ คิดถึงวันเงินเดือนออก แต่คนรวยจะต้องคิดยาวเป็นปีๆ หรือเป็นสิบๆปี ในใจของคนจน เขามักคิดแต่เฉพาะเรื่องของความอยู่รอดเป็นหลัก ในขณะที่คนชั้นกลางคิดถึงเรื่องความสุขสบายจากการจับจ่ายใช้สอยสินค้า ส่วนคนรวย เป้าหมายของพวกเขาชัดเจน เขาต้องการความเป็นอิสระทางการเงิน การคิดยาวนั้นมีพลังมหาศาล เพราะมันจะทำให้เขาอดออม และลงทุนระยะยาวซึ่งจะทำให้เงินงอกเงยแบบทบต้นเป็นเวลานาน และนี่คือ สูตรสำคัญที่สุดในการที่จะทำให้คนมั่งคั่ง

ข้อสอง คนรวยพูดเกี่ยวกับเรื่องไอเดีย คนชั้นกลางพูดเกี่ยวกับสิ่งของ และคนจนพูดถึงเรื่องของคนอื่น นี่คงไม่ได้หมายถึง ว่าคนรวยไม่พูดเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งของหรือคนอื่น แต่หมายถึงว่า คนรวยจะพูดถึงเรื่องของคนอื่นน้อยกว่าคนจน และมักจะเป็นคนที่มีแนวความคิดดีๆ หรือมีมุมมองต่างๆ มากกว่าคนชั้นกลางและคนจน เบื้องหลังของนิสัยในเรื่องนี้คงอยู่ที่ว่า คนรวยนั้นมักจะมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าคนจนซึ่งมักจะชอบ “ซุบซิบนินทา” เป็นนิจสิน ในขณะที่คนชั้นกลางอาจจะเน้นการทำงานประจำ ชอบพูดถึงเรื่องรถยนต์ ดนตรี การพักผ่อนหย่อนใจ เป็นต้น

ข้อสาม คนรวยยอมรับการเปลี่ยนแปลง คนชั้นกลางต่อต้านการเปลี่ยนแปลง คนชั้นกลางรู้สึกว่า การเปลี่ยนแปลงจะคุกคามชีวิตความเป็นอยู่ที่ตนเองเคยชิน ในขณะที่คนรวย คิดว่าการเปลี่ยนแปลงอาจนำมาซึ่งชีวิตที่ดีกว่า เขาคิดว่าในการเปลี่ยนแปลงมักมีโอกาสที่เขาอาจจะฉกฉวยได้ เบื้องหลังนิสัยนี้ อาจจะมาจากการที่คนรวย มีความมั่นใจสูงกว่าคนชั้นกลาง ที่มักจะกลัวว่าตนเองจะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งใหม่ๆ ได้

ข้อสี่ คนรวยกล้ารับความเสี่ยงที่ได้มีการพิจารณาและไตร่ตรองดีแล้ว คนชั้นกลางกลัวที่จะรับความเสี่ยง นี่เป็นนิสัยที่เป็นจุดอ่อนมากที่สุดของคนชั้นกลางในความเห็นของผม คนที่ไม่ยอมรับความเสี่ยงเลย จะพลาดที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีโดยสิ้นเชิง ขณะคนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่างที่ได้มีการศึกษามาเป็นอย่างดี จะสร้างผลตอบแทนที่ดีได้โดยที่ความเสี่ยงจริงๆ จะมีน้อยมาก

ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือ คนชั้นกลางส่วนใหญ่ มักจะกลัวการลงทุนในหุ้น หรือตราสารการเงินที่มีความผันผวนของราคา โดยที่เขาไม่พยายามศึกษาว่าในระยะยาวแล้ว มันอาจจะมีความคุ้มค่ากว่าการฝากเงินในธนาคารมาก ในอีกมุมหนึ่ง คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่าง “บ้าบิ่น” เช่นคนที่เล่นหุ้นวันต่อวันเองก็ไม่ใช่นิสัยของคนรวย คนรวยต้องรับความเสี่ยงเฉพาะที่มีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว

ข้อห้า คนรวยเรียนรู้และเติบโตตลอดชีวิต คนชั้นกลางคิดว่าการเรียนรู้จบที่โรงเรียน นิสัยการเรียนรู้ไปเรื่อยๆ นี้ ผมคิดว่าเป็นหัวใจเศรษฐีจริงๆ เพราะในความรู้สึกของผม การเรียนรู้จากโรงเรียนเป็นเพียงพื้นฐาน ที่เรานำมาศึกษาต่อด้วยตนเองได้ และเวลาหลังจากการเรียนในโรงเรียนยาวมากเป็นหลายสิบปี ดังนั้นความรู้ส่วนใหญ่จึงควรที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่เราเรียนจบจากโรงเรียน โดยนัยของข้อนี้ คนรวยจึงน่าจะมีนิสัยรักการอ่านหรือการหาความรู้ต่อไปเรื่อยๆ ในขณะที่คนชั้นกลาง พอเรียนจบก็มักจะไม่สนใจอ่านหนังสือหรือหาความรู้ใหม่ๆ

ความรู้ที่ผมคิดว่าคนชั้นกลางพลาดไป เพราะไม่มีการสอนในโรงเรียน ก็คือ ความรู้ทางด้านการเงินที่คนรวย มักจะศึกษาต่อเพราะเห็นถึงความสำคัญและอาจนำไปสู่ความร่ำรวยได้

ข้อหก คนรวยทำงานเพื่อหากำไร คนชั้นกลางทำงานเพื่อจะได้ค่าจ้าง คนรวยมองว่านี่คือ หนทางที่จะทำให้รวยได้มากกว่า แม้จะมีความเสี่ยง ในขณะที่คนชั้นกลาง มักจะไม่กล้าเสี่ยง และอาจจะมีความคิดสร้างสรรค์น้อยกว่า จึงมุ่งไปที่การหางานที่จะมีรายได้แน่นอน แต่รายได้จากการใช้แรงงานของตนเอง มีน้อยคนที่จะทำให้ตนเองรวยได้

ข้อเจ็ด คนรวยเชื่อว่าพวกเขาต้องใจบุญสุนทาน คนชั้นกลางคิดว่าพวกเขาไม่มีปัญญาที่จะทำบุญ ข้อนี้ผมเองคงไม่มีคอมเมนท์อะไร ส่วนหนึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจเนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องของแต่ละคน ที่ไม่ค่อยบอก หรือรู้กันยกเว้นกรณีที่เป็นการบริจาคใหญ่ๆ อย่างกรณีของบัฟเฟตต์หรือบิล เกตส์

ข้อแปด คนรวย มีแหล่งรายได้หลากหลาย คนชั้นกลางมีเพียงหนึ่งหรือสองแหล่ง ข้อนี้ก็เช่นกัน ผมเองไม่แน่ใจว่าคนรวยมีรายได้จากหลายแหล่ง เพราะรวยแล้วจึงไปลงทุนในทรัพย์สินหลายๆ อย่าง หรือมีทรัพย์สินหลายอย่างจึงทำให้รวย แต่ที่ผมเห็นชัดเจนก็คือ คนชั้นกลางนั้น มักไม่ลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยง ทำให้รายได้มักจะมาจากเงินเดือนเป็นหลัก

ข้อเก้า คนรวยเน้นการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่งของตนเอง คนชั้นกลางเน้นการเพิ่มของเงินเดือน เป้าหมายของคนรวยนั้นอยู่ที่ว่าตนเองมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหนโดยมองที่ภาพรวม ดังนั้น ถ้าเขามีหุ้นอยู่ การที่หุ้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเขาก็มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นโดยที่เขาไม่ต้องเสียภาษี แต่คนชั้นกลางพยายามทำงาน เพื่อให้มีเงินเดือนสูงขึ้นแต่เขาอาจจะลืมไปว่าเขาจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นด้วย สรุปก็คือ คนรวยเน้นการลงทุนใช้เงินทำงานแทนตนเอง คนชั้นกลางเน้นการใช้แรงงานของตนเอง

สุดท้ายข้อสิบ คนรวยชอบตั้งคำถามที่เป็นบวกและสร้างกำลังใจ เช่น ฉันจะสร้างรายได้เป็นเท่าตัวในปีนี้ได้อย่างไร? ในขณะที่คนชั้นกลางชอบตั้งคำถามที่เป็นลบ และเสียกำลังใจ เช่น จะหาเงินมาจ่ายหนี้ค่าบัตรเครดิตเดือนนี้ได้อย่างไร ?

และนั่นก็คือ ความแตกต่าง 10 ข้อระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลางที่มีคนตั้งข้อสังเกตไว้ ซึ่งผมเชื่อว่าส่วนใหญ่น่าจะเป็นจริง แน่นอน คนรวยบางคนก็มีคุณสมบัติที่เป็นแบบคนชั้นกลาง และคนชั้นกลางจำนวนมากก็มีนิสัยแบบคนรวย แต่ถ้าเราอยากรวย ผมคิดว่า การยึดนิสัยแบบคนรวยน่าจะทำให้เรามีโอกาสมากกว่า

คนรวย VS คนชั้นกลาง
โลกในมุมมองของ VALUE INVESTOR 

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

Recommend Article on Oct 5th, 2009

October 19

My office today :o)

แปดโมงเช้าเืพื่อนเค้าถึงออฟฟิสแล้วส่งรูปมาเซอร์ไพรส์

ฮึ่ย เกิดไรขึ้นในออฟฟิสว่ะเนี่ย หรือเค้าเห็นเราเป็นเด็กก็เลยส่งลููกโป่งมาปลอบใจ
ฐานที่จะปรับโครงสร้างองค์กร โดยการทำให้มันเล็กลง
ก่อนที่จะประกาศให้รู้อย่างเป็นทางการวันจันทร์หน้าวะเนี่ย
 
เอ หรือว่าจะเอาไว้ให้พนักงานไว้ผูกคอแล้วกระโดดตึกลงไปได้อย่างปลอดภัย...
ไม่เป็นแบบฟรานซ์เทเลคอมที่ฆ่าตัวตายกันไปแล้ว 25 คน จากแสนคน
 
และแล้วก็ถึงบางอ้อว่าเค้าทำเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองหลังจากยักย้ายถ่ายโอน
ผู้ใช้คนสุดท้ายจากค่ายสีส้มได้สำเร็จเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว...

ไปซื้อปีกไก่ที่ตลาด

ไปตลาด ไปตลาด !!!!
เป็นคำสั่งการของสมองที่ต้องการให้เจ้าร่างกายที่ขี้เกียจ
และกำลังหลับอุตุในวันเสาร์ตื่นตัว
 
เหตุผลสำคัญที่ต้องการไปตลาดวันนี้เพื่อไปซื้อ "ปีกไก่"
ขอย้ำว่า "ปีกไก่"
ปีกไก่อย่างเดียวเท่านั้น ซื้อเสร็จก็กลับบ้านเลย

ทำไมที่จะต้องดั้นด้นไปซื้อปีกไก่ที่ตลาด ทำไมไม่ซื้อที่ซุปเปอร์ใกล้บ้าน
ก็เป็นเพราะว่าที่ตลาดเค้าขายปีกไก่ทั้งท่อน
แต่ที่ซุปเปอร์ไม่รู้เป็นไร ชอบตัดปลายปีกทิ้ง...
แบ่บว่ามันแทะไม่มัน :o)
 
SAT 17-OCT-09
 

world in my hand

Loading...
Photo 1 of 4
More albums (69)
No list items have been added yet.